รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง แวะรำลึกความหลังที่หาดบางแสน ทริปใกล้กรุง 2 วัน 1 คืน ไหว้พระทำบุญทำทานแสนสุขกายสบายอุรา..เริ่ดเว่อร์ค่ะ


รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง ศรีราชา แวะพักชมหาดบางแสน ชลบุรี
เดี๊ยนคุณนายขอทักทายคำว่าสวัสดี๊ดี..สวีดั๊ดคุณผู้อ่านชาวเน็ตทุกๆท่านนะค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็ปบล๊อก บ้าๆบ่ๆ เที่ยวไร้สาระ ไถ่ไปเรื่อยเปื่อย มั่วๆซั่วๆ ของคุณนายเว่อร์นะค่ะ เมื่อช่วงวันที่ 20-22 ก.พ.2559 ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดยาว เดี๊ยนได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดชลบุรีมาค่ะ ถือเป็นทริปเดินทางท่องเที่ยวใกล้กรุงและประหยัดงบค่าใช้จ่ายกว่าทริปก่อนๆมากเลยค่ะ เพราะปกติเขียนรีวิวในบล๊อกก็จะไปเที่ยวแต่ทางภาคเหนือเพื่อไปสัมผัสอากาศเย็น ชมหุบเขาเหลาดอยสีเขียวคราม งดงามเว่อร์วังอลังการจับตาคณนานับ..พอมาเดือนนี้เกิดปิ้งไอเดียอยากจะเที่ยวใกล้กรุง เลยอยากไปเที่ยวเกาะสีชัง ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีค่ะ สำหรับเกาะสีชังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เดี๊ยนมองข้ามมานานๆมาก เพราะว่าเดี๊ยนมีโอกาสไปหาลูกค้าที่อำเภอศรีราชาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยจะแวะไปเที่ยวเกาะสีชังเลย พอมาเดือนนี้ก็เลยขอปลีกวิเวกตัวเอง หอบสังขาร อันอ้วนท่วม อยากไปเที่ยวทำบุญไหว้พระ สละจิตวิญาณ ลดอัตตาตนค่ะ..เหตุที่อยากไปเกาะสีชังอีกอย่าง

เมื่อ 3 ปีที่แล้วกระมังค่ะ เดี๊ยนได้ดูละครทางจอแก้ว เรื่อง สาวน้อย พอเดี๊ยนได้ดูแล้ว ก็เกิดความซาบซึ้ง ประทับตราตรึงอยู่ในทรวงอก สะทกสะท้านไปถึงข้างในจิตใจว่าทำไม นางเอกถึงได้ศัทธาและซื่อสัตว์ต่อความรักอะไรเช่นนี้ โอ้มายก๊อดมันยอดมากค๊า เดี๊ยนก็เลยอยากมาตามรอย และ
อยากมาตามหาแม่นางสาวน้อย ที่เกาะสีชัง ว่าไปนั่งขายกะละมังอยูที่ใหนน้อ...เดี๊ยนเลยขอจัดทริปให้ตัวเอง 2 วัน 1 คืน โดยวางแผนไปเที่ยวเกาะสีชัง นั่งกินกั๊งอร่อยๆ  พ่วงต่อด้วยการไปนอนค้างคืนที่บางแสนอีก 1 คืน ไปรำลึกความหลัง นั่งกินส้มตำปูม้า ปลาร้ากลิ่นนัวๆ หอมยวนยั่วน้ำลายไหล นึกถึงบางแสนทีไร ใจจะขาดรอนๆ เพราะเคยมีหนุ่มมาเว้าวอน ขอออนซอนเป็นแฟนด้วยคน แต่เดี๊ยนเองก็อับจน เพราะเป็นคนขี้อาย ถึงวันนี้จะม้ายรัก เพราะอกหักมาหลายครั้ง แต่ทุกวันยังมีหวัง ว่าจะพบและได้เจอ หนุ่มหน้าเบลอสมองใส จิตใจดี มากมีอารมณ์ขัน ชอบทำบุญทุกวันจันทร์ แสนสุขสันต์ตลอดเอยะ....

สำหรับทริปไปเที่ยวจังหวัดชลบุรี เป็นทริปสั้นๆแค่ 2 วัน 1 คืนค่ะ ปกติเป็นทริปใกล้กรุง จริงๆแล้วไปกลับก็ได้กระมังค่ะ แต่เดี๊ยนเองอยากไปรำลึกความหลัง ชมหาดบางแสนด้วยค่ะ เลยขอนอนค้างที่บางแสน 1 คืนดีกว่าค่ะ เดี๊ยนไปบางแสนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2538 ปี หลังจากนั้นก็ไีม่ได้แวะไปบางแสนอีกเลย เพราะยังติดตาติดใจของชายหาดบางแสนที่ไม่ค่อยจะสะอาดหูสะอาดตามากนัก จนวันนี้ ปี 2559 เวลาก็ผ่านพ้นไกลโพ้นโหนหิ้วเลยมา 20 กว่าปีได้กระมังค่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้บางแสนเปลี่ยนแปลงจากอดีตมากน้อยเพียงใด ได้ยินข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์อันประโคมโลมลือของการจัดระเบียบหาดบางแสน ที่แปลงโฉมใหม่ เห็นบอกว่าสะอาดไฉไลสวยใสยิ่งกว่าเดิมมาก เดี๊ยนก็เลยขอไปตบท้ายไปดื่มด่ำนั่งกินส้มตำปูป้าใส่ปลาร้ากลิ่นนัวๆ ที่ชายหาดบางแสน และแวะซื้อของฝากที่หนองมนก่อนกลับกรุงเทพค่ะ

สรุปทริปการเดินทาง รีวิวท่องเที่ยวชลบุรี รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง และเที่ยวย้อนความหลังที่บางแสน มีดังนี้คะ
วันที่ 20 ก.พ.59
เวลา 11.30 น.นั่งรถตู้ออกจากจากกรุงเทพ ถึงอำเภอศรีราชา รถจอดที่หน้าโรบินสันเวลา 12.45 น.
เวลา 12.45 น.นั่งรถสามล้อจากโรบินสันศรีราชาไปยังเกาะลอย ราคาโดนสาร 60 บาท
เวลา 13.00 น. รีบจรลีขึ้นเรือโดยสารเลยค่ะ ไปเสียค่าโดยสารบนเรือ 50 บาท เลยอดได้ไปไหว้พระที่เกาะลอย นั่งเรือจากเกาะลอยไปเกาะสีชัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ
เวลา 14.00 น.ถึงท่าเรือเกาะสีชัง เลือกเช่ามอเตอร์ไซต์รายวัน 250 บาทค่ะ ที่ต้องเช่าเพราะคนให้เช่ารถตื้อเก่งเหลือเกิน เดี๊ยนเลยต้องยอมค่ะ
เวลา 14.00-18.00 ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเองค่ะ ในการเที่ยวรอบเกาะสีชัง แต่สวยงามมากๆค่ะ อ่านตามภาพรีวิวได้ค่ะ
18.00 น. นั่งเรือออกจากเกาะสีชัง เดินทางกลับเกาะลอย ศรีราชาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเกาะลอยค่ะ
19.00 น. เดินทางออกจากเกาะลอย ไปขึ้นรถสองแถวที่หน้าโรบิน นั่งรถเมลล์สีส้มไปยังตลาดหนองมน
19.40 น. ถึงตลาดหนองมน นั่งรถสองแถวจากหนองมน ไปลงหน้าห้างแหลมทองบางแสนเพื่อไปที่พัก
20.00 น. แวะเข้าที่พักที่ได้จองไว้แล้วผ่าน Agoda  โรงแรมสามขวัญวิลเลจ เป็นโรงแรมพึ่งเปิดใหม่ ขอไปเจิมสักหน่อยค่ะ
21.00 น. แวะไปหาอะไรทานที่ห้างแหลมทอง ก่อนจะเดินทางกลับที่พัก

วันที่ 21 ก.พ.59.
เวลา 9.30 น.ตื่นสายได้โล่ห์ รีบลงทานอาหารเช้าที่โรงแรม ก่อนที่ร้านอาหารเช้าของโรงแรมจะปิดทำการเพราะร้านอาหารเช้าเปิดถึง 10 โมงค่ะ
เวลา 11.00 น. เช็คเอาท์จากที่พัก เดินจากโรงแรม ไปสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลบางแสน ไปชมปลาใต้ทะเล เดี๊ยนเคยไปพิพิธครั้งล่าสุดเมื่อปี 2538 (ผ่านมา 20 ปีแล้วค่ะ) อยากไปรำลึกความหลังค่ะ
เวลา 12.30 น. เดินไปชายหาดบางแสน ทานอาหารเที่ยง (จริงๆ แล้วเดี๊ยนวางแผนไว้ว่าไปรำลึกความหลังสามมุก อ่างศิลาสักหน่อยค่ะ แต่เห็นสภาพรถราที่บางแสนแล้วช่างติดหนักพอๆกับแยกอโศกเลยเชียว เดี๊ยนเลยต้องถอดใจ ยกเลิกโปรแกรมไปค่ะ)
เวลา 15.00 น. แวะทานของว่างที่ เคนทารี่ คาเฟ่ (ร้านค๊อฟฟี่ช๊อปหรูหราตรงวงเวียนบางแสน) เลือกทานขนมปังปิ้ง ราคาแพ๊งแพง แต่รสชาติก็อร๊อย อร่อย ส่วนเครื่องดื่มชาเขียว ไมอร่อยอย่างแรง เพราะไม่มีความร้อนและไม่มีการตกแต่งหน้าตาน้ำชาให้น่ากินเหมือนร้านค๊อฟฟี่ช๊อปทั่วไป
เวลา 16.00 น. นั่ง 2 แถว ไปลงตลาดหนองมน แวะซื้อของฝาก ก่อนนั่งรถตู้กลับกรุงเทพค่ะ

สรุปงบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
-ค่ารถตู้โดยสารจากกรุงเทพไป ศรีราชา ราคาตั๋ว 100 บาท
-ค่าเรือไป-กลับเกาะสีชัง (เที่ยวละ 50 บาท) รวม 100 บาท
-ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์ 250 บาท/วัน เช่าไม่ถึงวันก็ราคาเดียวกันค่ะ
-ค่าข้าวอาหารกลางวัน 50 บาทที่เกาะสีชัง ซื้อของทานอีก 100 บาท
-ค่าทำทานสงเคราะห์คนชรา ทำบุญศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ทำบุญวัดพระเหลือง ค่ามัคคุเทศน์น้อยที่วังเกาะสีชัง ^----^ บาท (ขออนุญาติไม่บอกค่ะ)
-ค่ารถโดยสาร 2 แถวจากศรีราชาลงที่ตลาดหนองมน 15 บาท
-ค่ารถโดยสารจากหนองมน ลงที่ ห้างแหลมทองบางแสน 15 บาท
-ค่าโรงแรมที่พัก 1100 บาท/คืน ห้องนอนคนเดียว (ห้องนอน 2 คนก็ราคาเดียวกันค่ะ) ถ้าจองล่วงหน้าราคาจะถูกกว่า พอดีจอง last minute ใกล้วันเข้าพักเกินไป ราคาห้องพักก็เลยสูง
-ค่าเข้าชมสัตว์น้ำใต้ทะเลที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลบางแสน ราคาตั๋วเข้าผู้ใหญ่ 80 บาท
-ค่าอาหารเที่ยง ทานส้มตำปลารานัวๆ ที่หาดบางแสน+ค่าอาหารว่างที่ร้านไฮโซ รวม 320 บาท
-ค่าโดยสารหาดบางแสน-หนองมน 15 บาท
-ค่าโดยสารรถตู้จากหนองมน ลงกรุงเทพ 100 บาท
-ค่าซื้อของฝากจากหนองมน^----^ (ขออนุญาติไม่บอกค่ะ)
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,245 บาทค่ะ  (ไม่รวมค่าทำบุญและซื้อของฝาก)


เอ๊าละค่ะ เดี๊ยนเองก็เกริ่น เวิ้นเว้อมาเยอะแล้ว ขอนำทุกท่านเข้าสู่เนื้อหา รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง เขียนแบบมั่วๆซั่วๆ ตกๆหล่นๆ วกวนไปมาตามฉบับคุณนายเว่อร์ เธอบ้าๆบ่ๆค่ะ และ รีวิวเที่ยวหาดบางแสน หนองมน เพื่อไปรำลึกความหลังชายหาดของชาวไทยที่ครองใจทุกเพศทุกวัยมาเนิ่นนาน
ในภาพรีวิวการเดินทาง ภาพอาจจะไม่สวยชะลูดบางตามากนะค่ะ เพราะกล้องถ่ายรูปเดี๊ยนกากมากค่ะ


วันที่ 20 ก.พ.2559 เดี๊ยนนั่งรถตู้ออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 น.ไปยังอำเภอศรีราชาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงค่ะ รถตู้จอดให้เดี๊ยนลงที่หน้าโรบินสัน เดี๊ยนก็ต้องเดินข้ามสะพานลอยไปต่อรถสามล้อไปเกาะลอย เพื่อไปนั่งเรือโดยสารข้ามไปยังเกาะศรีชังค่ะ 
นั่งรถสามล้อจากโรบินสันศรีราชามาลงที่เกาะลอยค่ะ
คุณพี่คนขับสามล้อสปี๊ดรถขับน่าดูเลย เพื่อให้ท่านเรือโดยสารที่จะออกเวลา แต่13.00 พอถึงท่าเรือเดี๊ยนก็รีบกุลีกุจอลงเรือทันที โดยไม่ได้ซื้อตั๋วโดยสารเลยค่ะ แต่ก็ต้องมาจ่ายบนเรือเอานะค่ะ ค่าตั๋ว 50 บาทค่ะ ตอนลงมาถึงเรือพอได้นั่ง ก็หายเหนื่อยทันทีค่ะ เพราะนึกถึงตอนจะวิ่งขึ้นเรือ อีกมือนึงถือกระเป้าเป้ อีก มือหนึ่งถือถุงน้ำ ที่คอก็แขวนกล้องถ่ายรูป ดูพะรุงพะรังเป็นใยบ้าหอบฟาง ยังกะจะอพยพหนีสงคราม เดี๊ยนตลกตัวเองมาก พอมาถึงเรือ คนก็นั่งกันเต็ม เดี๊ยนเป็นคนสุดท้าย โอ้ยตายแล้ว อายเหลือเกิน อยากจะเอาปี๊บมาคลุมหัวเสียเหลือเกินเชียว
นั่งเรือมาก็แหงนหนาดูทะเลในอ่าวไทยค่ะ อากาศลมพัดเย็นกาย สบายอุราเสียจริงๆ แต่เรือก็ดูโครงๆเครงๆโต้ลมพัดโบกโย้กเย้กไปมา ทรงผมที่เดี๊ยนตีเป็นกระบังมา ก็ฟู่ซ่าหนักกว่าเดิม จนต้องเอามาผ้าพันคอมาเติม เพื่อไม่ให้ผมเดี๊ยนกระเซิงเป็นใยผีบ้า

เนื่องด้วยที่อำเภอศรีราชาเป็นย่านนิคมอุตสาหกรรม ระหว่างนั่งเรือจะไปเกาะสีชัง ก็ได้เห็นเรือขนส่งสินค้าหลายลำ จอดขนาบทาบท่า รอขนถ่ายสินค้าอยู่กลางอ่าวไทย บางลำก็หาได้ขนถ่ายขนสินค้าอันใดไม่ เดี๊ยนเห็นมีเรือขนทรายด้วย อุ้ยตาย..ขออย่าได้หอบทรายจากท้องทะเลไปขายเกลี้ยงนะค่ะ เดี๊ยวน้องสินสมุทรจะโกรธเอา
 ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง ก็ถึงแล้วค่ะ เกาะสีชังหลังจากนั่งหลับๆตื่นๆ นั่งเรือโยกเย้กโต้คลื่นลมช่างสมอุรามาเกือบครึ่งชั่วยาม

 เรือโดยสารมาจอดที่ท่าเรือบน ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใกล้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ค่ะ ปกติแล้วจะไม่ได้จอดท่าเรือนี้นะค่ะ เดี๊ยนอ่านมา เรือจะไปจอดที่ท่าเรือรัษฏานะค่ะ
หากมาเกาะสีชัง จุดเด่นของการเดินทางที่นี้คือรถสกายแล๊ปค่ะ เนื่องด้วยเกาะสีชังเป็นเกาะที่ไม่มีรถสองแถวโดยสาร การเดินทางที่นี้โดยส่วนใหญ่ก็เลยใช้รถขนาดเล็ก ถนนหนทางไม่มีสีแยกไฟแดง ไฟเขียว ทุกคนขับรถก็เลยต้องใช้สัญญาณไฟบนรถ หรือสัญญาณมือแล้วแต่จะแสดงออก โลดโผน เพื่อจะเลี้ยวรถไปกันค่ะ

สำหรับรถสกายแล๊ปเป็นรถคล้ายๆกับรถสามล้อ เดี๊ยนเองก็อยากนั่งมากนะค่ะ แต่เนื่องจากรถสกายแลป๊เป็นรถที่ต้องไปเที่ยวตามโปรแกรมที่เค้าจัดไว้ซึ่งมีข้อจำกัด อีกอย่างเดี๊ยนเองก็เกรงใจคนขับรถที่ต้องมารอเดี๊ยนเที่ยวแต่ละแห่ง เลยไม่ได้เลือกใช้สกายแล๊ปค่ะ....สำหรับการเที่ยวสกายแล๊ปเหมาะสำหรับมาท่องเที่ยวหลายคน แนะนำนั่งรถสกายแล๊ปค่ะ เนื่องด้วยเดี๊ยนลุยเดียวมาคนเดียว เลยเลือกเช่ามอเตอร์ไซต์ขับรอบเกาะแทนค่ะ

เดี๊ยนตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซต์ วันละ 250 บาท หากใช้ไม่เต็มวันก็ราคาเดียวกันค่ะ คนให้เช่าเป็นน้องผู้หญิง ตื้อเก่งมากค่ะ เดี๊ยนเลยต้องจำยอม แต่เห็นสภาพรถให้ขับ ก็กลัวเหมือนกันว่าจะรับรองน้ำหนักอันอ้วนท้วมของเดี๊ยนได้หรือเปล่า แต่พอได้ขับแล้วก็พอไปได้ ถูๆไถๆค่ะ ไม่ได้ดีมาก และก็ไม่ได้แย่มาก

สถานที่แรกที่หากมาเที่ยวเกาะสีชัง ที่หากใครมากก็คงต้องไม่พลาดแวะไหว้พระทำบุญ ทำทานก่อนนะค่ะ เวลาก็ล่วงเลยมาบ่าย 2 โมงกว่าแล้ว เดี๊ยนเองก็หิวมากเลย ก่อนขึ้นไปไหว้พระ ขอทานอาหารรองท้องก่อนค่ะ 
ช่วงที่นั่งทานข้าวอยู่ ก็อ่านข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะสีชังไปด้วยค่ะซึ่งอยู่บนแผ่นกระดาษที่เป็นคู่มือเดินทางโดยทางคนให้เช่ารถมอเตอร์ไซต์ใด้ให้ไว้ค่ะ โดยข้อมูลถือว่าเป็นความรู้เบื้องต้นที่ดีเลยค่ะ 

เดี๊ยนเลยขอนำข้อมูลจากแผ่นกระดาษใบนี้มาลงเป็นความรู้ไว้ค่ะ
ประวัติเกาะสีชัง
หมู่เกาะสีชังเป็นหมู่เกาะที่อยู่บริเวณก้นอ่าวไทย และถือว่าเป็นอำเภอที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย มีระยะทางห่างจากชายฝั่งอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตรค่ะ ที่อำเภอเกาะสีชัง ประกอบไปด้วยเกาะบริวารน้อยใหญ่อีก 8 เกาะ คือเกาะยายท้าวเกาะค้างคาว เกาะท้ายตาหมื่น เกาะขามใหญ่ เกาะขามน้อย เกาะสัมปะยื้อ เกาะปรง และเกาะร้านดอกไม้ โดยเกาะสีชังเป็นเกาะขนาดใหญ่ มีพื้นที่รวมประมาณ 25.61 ตารางกิโลเมตร มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมานานนับร้อยปี มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่งดงาม ตลอดจนมีปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ท่าเทียบเรือ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่พักตากอากาศ และหน่วยงานราชการหลายแห่งตั้งอยู่ ส่วนเกาะยายท้าวนั้น เป็นเกาะขนาดเล็ก อยู่ทางทิศใต้ของเกาะสีชัง ถัดลงมาเป็นเกาะค้างคาวและเกาะท้ายตาหมื่น ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการศึกษานิเวศวิทยา แนวปะการังที่สำคัญแห่งหนึ่งในอ่าวไทย ส่วนเกาะขามใหญ่ ขามน้อยเกาะปรง เกาะร้านดอกไม้นั้น อยูทางทิศของตะวันออกของเกาะสีชัง

เกาะสีชังนั้นอยู่โดดเด่นบริเวณปากอ่าว อันเป็นบริเวณเชื่อมต่อระหว่างทะเลอ่าวไทย และทะเลหลวงภายนอกจึงเปรียบเสมือนประตูผ่านเข้าอ่าวไทย จากทะเลใหญ่ และการเป็นสัญลักษณ์ของการมาถึงหรือออกจากประเทศไทย ในสมัยที่มีการเดินทางและค้าขายกับต่างประเทศยังคงใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก รวมทั้งเป็นแหล่งพักการเดินเรือ เพื่อหลบมรสุมมาตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตมีพระแผ่นดินถึง 3 พระองค์ คือรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 เสด็จมาประพาสพักผ่อน และรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระราชฐานบนเกาะขึ้นมาแห่งแรก เพื่อเป็นสถานที่ประทับในฤดูร้อน และพระราชทานนามว่า พระจุฑาธุรราชฐาน ตามพระนามพระราชโอรสที่ประสูติบนเกาะสีชังแห่งนี้ 
(ได้ความรู้ดีมากเลยค่ะ ขอบพระคุณข้อมูลดีจาก เทศบาลตำบลเกาะสีชังค่ะ)

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชังได้แก่
-ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่
-รอยพระพุทธบาท
-ช่องเขาขาด(ช่องอิศริยาภรณ์)
-อ่าวอัศฏางค์ (หาดถ้ำพัง)
-เกาะขามใหญ่
-พระบรมรูปรัชกาลที่ 5
-สะพานอัษฏางค์
-เรือนไม้ริมทะเล
-ตึกผ่องสี
-วัดอัษฏางค์นฤมิตร
-วัดพระเหลือง ถ้ำจักรพงษ์


หลังจากเดี๊ยนทานข้าวเที่ยงอิ่มแล้วนะค่ะ ใกล้ร้านขายกับข้าวและทางขึ้นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ก็จะมีมูลนิธิสงเคราะห์คนชรา เดี๊ยนเลยขอเริ่มทำบุญทำทานบริจาคทรัพย์ ณจุดแรกเลยค่ะ พอได้ทำก็อิ่มใจมากค่ะ  
เดินขึ้นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ต่อค่ะ

มีบริการกระเช้า รถรางเล็กๆ บริการฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่เดินขึ้นบันใดไม่ไหวค่ะ ใครที่พาอาม่า อาก๊งมา ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องขึ้นบันใดไม่ไหว เพราะมีรถรางใต่ขึ้นเขาบริการค่ะ


สำหรับเดี๊ยนขอเดินขึ้นบันใดค่ะ จะได้ลดใขมันลงไปในตัวด้วยค่ะ เพราะใขมันในร่างกายนี้เยอะเสียเหลือเกิน ได้เดินขึ้นบันใดน่า่จะช่วยลดแคลลอรี่และใขมันในบ้างสัก 0.001 เปอร์เซ็น
พอเดินขึ้นมานี้ เหนื่อยหอบมากๆค่ะ ระยะทางก็ไม่สูงมากนัก อาจเป็นเพราะเดี๊ยนไม่เคยออกกำลังกายด้วยกระมังค่ะ ถึงจะเหนือยเพียงใด แต่พอมาถึงก็ได้รับลมจากโอโซนทะเลเย็นๆแล้วก็ค่อยยังชั่วนะค่ะ เพราะขึ้นมานอกจากลมพัดโบกโชกโชยลิ้ว พัดเส้นผมของเดี๊ยนให้ปลิ้วไสวลอยฟ้องละอองฟิ้ว ได้เห็นวิวชุมชนลังคาบ้านเรือนชุมชนของชาวสีชังแล้ว ช่างสวยงามจับตาคณานับค่ะ
 พอเดินเข้ามาในศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ก็ได้ทำบุญอีกแหล้วค่ะ เลยแวะไปทำบุญอีกครั้ง อิ่มบุญอิ่มใจจริงๆค่ะ
เข้าไปไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่ด้านในถ้ำค่ะ 


หลังจากไหว้พระทำบุญทำทานที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เรียบร้อยแล้ว เดี๊ยนก็ขับมอเตอร์ไซต์ตรงต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่อไปนั้นก็คือ พระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นสถานทีท่องเที่ยวอันโดดเด่น หากใครมาสีชังยังไงก็ต้องมาแวะชมความงามของตำหนักแห่งนี้ค่ะ 
การท่องเที่ยวในอำเภอสีชัง ถือว่าสะดวกมากค่ะ เพราะถนนหนทางก็โล่งสบาย หาได้มีรถราจอแจเหมือนในเมืองกรุงไม่
บ้านเรือนร้านขายของชำก็ยังคงธำรงคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ 
 โรงพยาบาลเกาะสีชังค่ะ  ดูวังเวง เงียบๆหวิวๆ ยังไม่ไงไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะวันหยุดด้วยกระมังค่ะ คนทีนี้ไม่ค่อยป่วยหรือเปล่า เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ค่อยครึกครื้นเหมือนโรงพยาบาลในเมืองกรุงทั่วไป


ที่ว่าการอำเภอเกาะสีชังก็อยู่ใกล้ๆกันกับโรงพยาบาลเลยค่ะ 

แต่เอ้..อยู่บนเกาะแบบนี้เค้าเอาไฟฟ้ามาจากที่ใหนน๊า?  ไม่ต้องห่วงที่เกาะแห่งนี้ทาง กฟภ เค้ามาตั้งติดการผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นมาใช้บนเกาะเองเลยนะค่ะ เรียกว่าสว่างไสว เจิดจรัสเปล่งแสงออร้า สว่างไปทั่วล้าเกาะสีชังเลยค่ะ 
 ในที่สุดก็ขับรถมาถึง พระจุฑาธุชราชฐานแล้วค่ะ 
พอขับรถเข้ามา ก็เห็นวิวสะพานอัษฏางค์แต่ใกลโพ้นเลยค่ะ

สำหรับการมาเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐานแห่งนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดนะค่ะ เปิดชมตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น.ค่ะ  วันที่เดี๊ยนไปเที่ยว เดี๊ยนได้ติดต่อไกด์ตัวน้อย หรือยุวมัคคุเทศน์ที่จุดประชาสัมพันธ์ค่ะ เพื่อให้เป็นไกด์พาเดี๊ยนเที่ยวชมตามตำหนักต่างๆนะค่ะ ซึ่งน้องไกด์ตัวน้อยเหล่านี้ก็เป็นนักเรียนชั้นประถมในเกาะสีชังนี้แหละค่ะ


แผนที่โบราณสถานที่สำคัญในพระจุฑาธุชราชฐาน
น้องไกด์ตัวน้อยก็เริ่มเดิมพาเดี๊ยนชมยังสถานที่สำคัญต่างๆ เริ่มจากจุดแรก พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ก่อนเลยค่ะ ตอนนำทางมา น้องไกด์น้อยก็แนะนำตัวเองให้รู้จัก และเดี๊ยนก็แนะนำตัวเองให้น้องรู้จักเช่นกันค่ะ แต่เดี๊ยนเองก็จำชื่อน้องไม่ได้เลยค่ะ เลยต้องว่าน้องหนูน้อย และอีกอย่างน้องเรียกเดี๊ยนเป็นคุณป้าตลอดเลย...อือ เดี๊ยนต้องยอมรับสังขารและหนังหน้าตัวเอง ว่าคงเรียกพี่สาวไม่ได้แล้วกระมังคะ่ กลับจากเกาะสีชังต้องรีบไปฉีดโบท๊อกที่ใบหน้ายกใหญ่ ให้เปล่งปลังเต้งตึง เด้งดึง เพื่อจะได้กลับไปเป็นสาววัยซ่ะรุ่นอีกครั้งค่ะ 

พระบรมรูปรัชกาลที่ 5.
 เรือนผ่องศรี 
 ประวัติเรือนผ่องศรี 
เรือนผ่องศรี เป็นเรือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่จ้างเหมาสร้าง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวที่เกาะสีชังเรียกกันว่า อาไศรยสถาน ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2431 ต่อมาในปีพุทธศักราช 2432 เมื่อการก่อสร้างอาไศรยสถานแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีฉลองอาไศรยสถานแห่งนี้ โดยมีพิธีสวดมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์และพระราชทานชื่อเรือนแห่งนี้ว่า เรือนผ่องศรี ตามพระนามพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ที่ทรงบริจาคทรัพย์จัดซื้อเครื่องตกแต่งสำหรับเรือนแห่งนี้  (ขอขอบพระคุณข้อมูลจากอhttp://phrachudadhuj.com/ )



 ตำหนักต่อมาคือ เรือนอภิรมย์
ไกด์ตัวน้อยก็อธิบาย ให้เดี๊ยนฟ้ง เดี๊ยนก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ตามคำพูดของน้องเค้าให้ได้ค่ะ 
 ที่เรือนอภิรมย์ 
 ไกด์ตัวน้องจะพาเดี๊ยนไปที่ใหนต่อหนอ....เรือนต่อไปคือ เรือนวัฒนาค่ะ เดินเลียบริมฝั่งทะเลมา น้ำทะเลใส ซาบซ่านน่าลงไปแหวกว่ายยิ่งนักค่ะ

เรือนวัฒนา เป็นเรือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่จ้างเหมาสร้าง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวที่เกาะสีชังเรียกกันว่า อาไศรยสถาน ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2431
ปัจจุบันเป็นเรือนไว้สำหรับจัดนิทรรศการค่ะ


่ที่เห็นนี้คือบ่อเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ในพระราชฐานค่ะ 
ประวัติ:บ่อ น้ำภายในพระจุฑาธุชราชฐาน จะแบ่งออกเป็น สระ ๓ สระ ธาร ๒ ธาร บ่อ ๑๓ บ่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดสร้าง สระ ธาร บ่อน้ำ ต่างๆภายในพระจุฑาธุชราชฐาน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพระราชฐาน เนื่องด้วยเกาะสีชังมีปัญหาขาดแคลนน้ำจืด จำเป็นต้องมีการกักเก็บน้ำจืดไว้เมื่อฤดูฝนมาถึง โดยภายในพระราชฐานตามทางต่างๆจะมีรางข้างทางเพื่อใช้ในการลำเลียงน้ำฝนลงสู่ บ่อต่างๆภายในพระราชฐาน และบ่อต่างๆก็จะถูกเชื่อมถึงกันเพื่อถ่ายเทน้ำเมื่อน้ำล้นบ่อ คล้ายๆระบบชลประทานเล็กๆในเขตพระราชฐาน (ขอบขอบพระคุณข้อมูลจากhttp://phrachudadhuj.com/chudad17.htm)
ไกด์หนูน้อย เริ่มจะเหนื่อยแล้วกระมังค่ะ เพราะต้องรับอาสาเป็นไกด์พาท่องเที่ยวหลายรอบอยู่พอสมควร ก็เลยนั่งพักซ่ะเลย
 สถานที่ต่อมาที่หนูน้อยมาเดี๊ยนมา นั้นก็คือ เรือนไม้เขียวค่ะ เป็นเรืองไม้ที่ไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าสร้างแต่เมื่อใด แต่เป็นเรือนไม้ที่สวยงามมากค่ะ เขียนเปล่งปลังสะกดให้ทุกคนที่มาที่นี้ ต้องรีบหยิบกล้องถ่ายรูป มาเซลฟง เซลฟี่ ไปลงเฟสบง เฟสบุ๊ค ตามสมัยนิยมค่ะ
ปัจจบันเรือนไม้เขียวแห่ง เป็นสถานที่สำหรับจัดนิทรรศการ และเป็นร้านค๊อฟฟี่ช๊อปขายเครื่องดื่ม ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเรือนแห่งนี้ ได้นั่งจิบน้ำชา รับกลิ่นอายทะเล สรวญเส่เฮฮ้า ไปตามจังหวะสามช่ามันๆค่ะ 
เรือนไม้เขียว
 สถานที่ต่อมาที่ไกด์หนูน้อยพาเดี๊ยนมาคือ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์


สำหรับพระที่นั่งมันธาตุรัตนโจรน์นั้นเคยเป็นพระที่นั่งเก่าก่อนถูกรื้อไปสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ โดยมีประวัติความเป็นมาดังนี้ค่ะ  ที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ใช้เป็นที่ประทับอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจน กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาในน่านน้ำไทยและได้ต่อสู้กับ ทหารเรือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า มีการปิดอ่าวไทยและมีทหารส่วนหนึ่งขึ้นมาบนเกาะสีชัง ทำให้ไม่เป็นการปลอดภัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯมา ประทับที่เกาะสีชัง จึงเสด็จฯกลับกรุงเทพฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 หลังจากเสด็จฯกลับจากประพาสยุโรป ได้เสด็จฯประพาสหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ทรงทอดพระเนตรเห็นพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์รกร้างอยู่ จึงมีพระบรมราชโองการจัดการรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์มาสร้างใน พระราชวังสวนดุสิต กรุงเทพมหานครฯและทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” (ขอขอบพระคุณข้อมูลจากhttp://phrachudadhuj.com/chudad10i.htm)
 เรือนอภิรมย์

 เรือนไม้เขียว
 เดินต่อไปยังวัดอัศฏางค์นฤมิตรค่ะ
ป้ายบอกทาง 
เจดีย์องค์นี้ เรียกว่าระฆังหินค่ะ 


ถึงแล้วค่ะ วัดอัษฏางค์นฤมิตร ประวัติความเป็นมาของวัดนี้คือ เกาะสีชังแต่เดิมมีวัดอยู่เพียงวัดเดียวเป็นวัดของราษฎรเรียกกันว่า วัดเกาะสีชัง ตั้งอยู่ที่ปลายแหลม ที่เรียกว่า แหลมวัด ต่อมาเมื่อมีการสร้างพระราชวังขึ้นที่แหลมนี้เมื่อปีพุทธศักราช 2435 แหลมนี้จึงได้ชื่อว่า แหลมวัง
 ภายในวัดที่มีการบูรณะปรับปรุงชึ้นมาใหม่ค่ะ



หลังจากได้ไหว้พระและชมวัดอัษฏางค์นฤมิตร เรียบร้อย ก็เดินไปชมยังสถานที่ต่อไปค่ะ 
สถานที่ถัดคือไฮไลท์ของเกาะสีชังก็ว่าได้ค่ะ นั้นก็คือสะพานอัษฏางค์ค่ะ 
 สะพานอัษฏางค์
ประวัติความเป็นมาของสะพานอัษฏางค์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานทอดลงไปในทะเลบริเวณแหลมวัง ด้านหน้าเขตพระราชฐานด้วยมีพระราชดำริว่า ที่เกาะสีชังเวลาน้ำขึ้นลงเป็นที่ลำบาก บางครั้งถูกกาบหอยบาด สะพานที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นนี้ พระราชทานนามว่า สะพานอัษฎางค์ เป็นสะพานท่าเรือขนาดใหญ่ สร้างด้วยไม้สักทาสี มีป้ายบอกนามสะพานทั้งภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษเป็นข้อความดังนี้ “สะพานอัษฎางค์ รัตนโกสินทร์ศก 110 สร้างสมัย ร. 5”

เดี๊ยนใช้เวลาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ร่วมชั่วโมงกว่าๆได้ค่ะ  และแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่อไปค่ะ
 เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์มาไม่ไกลนัก เดินทางมาชื่นชมหาดถ้ำพัง หรืออ่าวอัษฎางค์ ถือเป็นชายหาดและเป็นจุดชมพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับ ตกดินลงได้สวยงามจับตาคณานับค่ะ
  เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์มาไม่ไกลนัก เดินทางมาชื่นชมหาดถ้ำพัง หรืออ่าวอัษฎางค์ ถือเป็นชายหาดและเป็นจุดชมพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับ ตกดินลงได้สวยงามจับตาคณานับค่ะ

หลังจากเดินพักผ่อนริมหาดไม่นาน เนื่องจากเวลามีจำกัด เดี๊ยนก็เดินทางต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่อไปนั้นก็คือ วัดพระเหลือง ไปชมถ้ำจักรพงษ์ค่ะ
ขับรถไปไหว้พระที่วัดพระเหลืองค่ะ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประจำเกาะสีชัง  ที่เห็นเด่นแต่ไกลค่ะ ถ้าหากนั่งเรือมา ต้องไม่พลาดไปกราบสักการะนะค่ะ

จริงๆแล้วมีทางขับขึ้นไปยังวัดเลยนะค่ะ แต่เดี๊ยนเห็นว่าทางมันชันมากๆเลยถอดใจ ยอมเดินขึ้นบันใดดีกว่าค่ะ แต่พอเห็นบันใดวัดแล้วก็ตกกะใจเลยค่ะ เพราะสภาพเหมือนอยู่ระหว่างก่อสร้างไม่เสร็จค่ะ

สภาพบันใดทางขึ้นไปยังองค์พระดูท่าจะไม่แล้วเสร็จดีเลยค่ะ ต้องขอความร่วมมือสาธุชนคนใจบุญร่วมกันทำบุญสร้างบันใดทางขึ้นให้แล้วเสร็จกระมังค่ะ

 จุดชมวิวเมื่อได้มาถึงเชิงเนินเขาที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระเหลือง มองเห็นวิวทิวทัศน์เกาะสีชังยามเย็น อากาศลมพักดี๊ดีค่ะ
 จุดชมวิวเมื่อได้มาถึงเชิงเนินเขาที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระเหลือง มองเห็นวิวทิวทัศน์เกาะสีชังยามเย็น อากาศลมพักดี๊ดี
 ไหว้พระ ทำบุญสุนทานค่ะ
พระเหลือง หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า หลวง พ่อศรีสุขมหาจักรเพชร แต่ชาวเกาะสีชังไม่นิยมเรียก เพราะชื่อยาวเสียเหลือเกิน เลยเรียกตามชื่อที่ได้พบเห็นว่า พระเหลืองค่ะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานบนเชิงเนินเขาเกาะสีชัง โดดเด่นเป็นสง่า หากมีโอกาสต้องแวะมาทำบุญกันนะค่ะ จะได้มีงบไปทำบันใดทางขึ้นไปไหว้พระ เมื่อบันใดแล้วเสร็จจะได้ให้ผู้คนได้เดินขึ้นอย่างงดงามตามสง่าค่ะ

มีพระพุทธรูปองค์ยืน 2 องค์ด้วยนะค่ะ 
พระเหลือง หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า หลวง พ่อศรีสุขมหาจักรเพชร แต่ชาวเกาะสีชังไม่นิยมเรียก เพราะชื่อยาวเสียเหลือเกิน เลยเรียกตามชื่อที่ได้พบเห็นว่า พระเหลืองค่ะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานบนเชิงเนินเขาเกาะสีชัง โดดเด่นเป็นสง่า หากมีโอกาสต้องแวะมาทำบุญกันนะค่ะ จะได้มีงบไปทำบันใดทางขึ้นไปไหว้พระ เมื่อบันใดแล้วเสร็จจะได้ให้ผู้คนได้เดินขึ้นอย่างงดงามตามสง่าค่ะ

ที่วัดแห่งนี้มีถ้ำจักรพงษ์ให้ลงไปเข้าชมด้วยนะค่ะ 


เดี๊ยนเดินลงไปชมถ้ำจักรพงษ์ค่ะ แต่เดี๊ยนก็เดินลงไปไม่สุด เพราะไฟกระพริบ ถ้าไฟดับขึ้นมา เกรงจะขึ้นมาไม่ได้ ติดอยู่ในนั้น ร้องให้ขึ้มูกโป่งแน่เลยค่ะ  ก็เลยไปเจิมๆแค่พอเห็นค่ะ ตอนลงไปเสียงลมพัดหวิวๆมาก ไฟก็กระพริบจะดับแหล ไม่ดับแหล วัดก็เงียบผู้คนเสียเหลือเกิน ไม่ค่อยมีคนมาเลยค่ะ


เดี๊ยนเดินลงไปชมถ้ำจักรพงษ์ค่ะ แต่เดี๊ยนก็เดินลงไปไม่สุด เพราะไฟกระพริบ ถ้าไฟดับขึ้นมา เกรงจะขึ้นมาไม่ได้ ติดอยู่ในนั้น ร้องให้ขึ้มูกโป่งแน่เลยค่ะ  ก็เลยไปเจิมๆแค่พอเห็นค่ะ ตอนลงไปเสียงลมพัดหวิวๆมาก ไฟก็กระพริบจะดับแหล ไม่ดับแหล วัดก็เงียบผู้คนเสียเหลือเกิน ไม่ค่อยมีคนมาเลยค่ะ

เดี๊ยนแหงนดูนาฬิกาบนข้อมือเวลาก็ปาไป 5 โมงเย็นแล้ว เอ้..ทำไมเวลามันถึงเดินเร็วปานฉะนี้ อยากจะเอาไขควงมางั้นเข็มนาฬิกาให้หยุดเดินจังค่ะ แต่ยังไงกาลเวลาก็คือเวลา จะไปมโมวิงวอนขอพรให้หยุดเดินเสียก็เห็นจะได้ไม่ เดี๊ยนเลยขับรถมอเตอร์ไซต์ไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของวันนี้ นั้นก็คือ ช่องเขาขาดค่ะ ใจจริงหากมีเวลาเหลืออยากไป ไหว้พระพุทธบาทต่อนะค่ะ แต่เวลามีจำกัดเหลือเกิน หากมีเวลาคงได้มีเที่ยวอีกแน่นอนค่ะ



ช่องเขาขาด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามอีกแห่งของเมืองไทยค่ะ หากใครมาอย่าพลาดนะค่ะ ต้องแวะมาชมพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับ มาดูสิว่าจะสวยงามจับตาคณานับเพียงใด  แต่ด้วยเวลาอันจำกัด เดี๊ยนก็เลยไม่ได้รอชมพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับเลยค่ะ แต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ก็ทำให้เดี๊ยนได้ดื่มด่ำรับโอโซนทะเลที่พัดลมโบก โชกโชยลิ้ว ก็ช่วยลดเหงื่อที่ท่วมหัวเดี๊ยนให้แห่งลงถนัดตา แต่กลิ่นตัวก็เหม็นเปรี้ยวหนักหนา จนไม่อยากจะกลับไปอาบน้ำให้ลั้นลา สบายอุราถึงทรวงในค่ะ
 เดินรับลมทะเล เย็นกาย สบายอุรา ที่สะพานวิชิราวุธค่ะ
ธงสีเหลือง ภปร. โบกพัดสะบัดลมทะเล เสียงเอ้เฮ้ดัง ผับๆๆก้องพ้องอย่างงามสง่า
ศาลารับลมริมทะเล ลมพัดเย็นดี๊ดีมากเช่นกันค่ะ แต่เดี๊ยนเห็นไฟนีนอนพัดโยกเย้กโต้ลมทะเล ก็ไม่กล้าไปโอ้ละเห่ตรงนั้นเลย เพราะเกรงว่าไฟจะตกลงมาใส่หัวเดี๊ยนเอ๋ย กลัวจังเลย กลัวจังเลยค่ะ
เพลาก็ใกล้ที่ดวงอาทิตย์จะอัสดงลงแลลับ แต่เดี๊ยนก็หาได้มีเวลา ณ ตรงนี้ต่อไปไม่ ได้กาลต้องจากลาและจรลีแม่สีชังไป หากวันใหนมีเพลาคงได้มาตามหา สาวน้อย ที่เกาะสีชังอีกครั้ง ว่านางไปขายกะละมังอยู่ที่ใหนเอย....เดี๊ยนใช้เวลารับลมทะเล นั่งสงบจิตสงบใจ ทำไมน๊า....เพลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ก่อนจะตัดสินใจเดินหันหลังท้าลมและแสงรัศมีของดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัสทแยงดวงตา แล้วเดินย่างกร่ายไปที่มอเตอร์ไซต์ มือล้วงกระเป๋าเอากุญแจ สตาร์รถแล้วออนแอไปที่ท่าเรือ
 เห็นร้านค้าพาณิชย์นี้แล้วชอบจังค่ะ คงมีอายุมากโขพอสมควรกระมังค่ะ ขอให้อนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ดูต่อนะค่ะ มีเสน่ห์เย้ายวนใจจนต้องหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาทันใด ถ่ายแฉ๊ะไปเก็บไว้ดู อู้ฮู้..สวยจริงๆ
 ก่อนจะขับรถถึงท่าเรือ ยังพอมีเวลากะจิ๊ดลิด เดี๊ยนเลยขอแวะซื้อของฝากจากเกาะสีชังสักหน่อยค่ะ เหลือบไปเห็นร้านขายขนมปัง หน้าตาหน้าทานจัง ขอแวะซื้อไปเป็นกะละมังจะได้ใหมหนา..
เห็นคนทำขนมปัง ขมักขะเม้นกับการทำขนมมากๆ กลิ่นขนมจากเตาโชยเตะจมูก เย้ายวนยัวน้ำลายไหล เดี๊ยนเลยขอมาอุดหนุนช่วยคุณพี่แกหน่อยค่ะ ดูสิขยันมากๆนักเชียว มีขนมมากมายให้เลือกสรร น่ากินทั้งน๊านเลยเชียว

โดยเฉพาะกระหรี่บั๊ปที่คุณพี่แกนั่งทำอยู่นั้น ร้อนสดๆ มดยังไม่ตอม ก็น่ากิน เดี๊ยนเลยขออุดหนุนซื้อขนมกะหรี่บั๊ปและซาลาเปาหอใส่ถุงไว้ มีหลายไส้ให้เลือกทาน แหม่จะเหมาไปหมดทั้งร้าน แต่ก็กลัวงบประมาณจะบานไผท

เวลาประมาณ 17.50 น.เดี๊ยนนำรถมอเตอร์ไซต์มาคืนน้องที่ให้เช่ารถ ก่อนจะวิ่งละลิ้วไปซื้อตั๋วเรือโดยสารและลงเรือเพื่อกลับไปยังศรีราชาค่ะ

เดี๊ยนลงจากเรือที่ท่าเรือเกาะลอย ก็ไม่ได้นั่งรถสามล้อหรือวินต่อค่ะ เดี๊ยนเลยขอเดินออกกำลังกายจากท่าเรือเกาะลอยไปยังถนนสุขุมวิทดีกว่าค่ะ  ระยะทางจากเกาะลอยไปยังถนนสุขุมวิทตรงแยกวังหินน่าจะประมาณเกือบๆ 2 กิโลได้ค่ะ เดินไปเรื่อย เพื่อไปนั่งรถ 2 แถวสีสัมที่จะวิ่งออกจากโรบินสันศรีราชาปลายทางที่ตลาดหนองมนระยะ ทางอีกประมาณ 15 กิโลค่ะ

เดี๊ยนลงจากเรือที่ท่าเรือเกาะลอย ก็ไม่ได้นั่งรถสามล้อหรือวินต่อค่ะ เดี๊ยนเลยขอเดินออกกำลังกายจากท่าเรือเกาะลอยไปยังถนนสุขุมวิทดีกว่าค่ะ  ระยะทางจากเกาะลอยไปยังถนนสุขุมวิทตรงแยกวังหินน่าจะประมาณเกือบๆ 2 กิโลได้ค่ะ เดินไปเรื่อย เพื่อไปนั่งรถ 2 แถวสีสัมที่จะวิ่งออกจากโรบินสันศรีราชาปลายทางที่ตลาดหนองมนระยะ ทางอีกประมาณ 15 กิโลค่ะ
เดี๊ยนนั่งรถสองแถวจากศรีราชาไปลงที่ตลาดหนองมนต่อค่ะ ราคาโดยสาร 15 บาทค่ะ เพื่อเดินทางไปยังโรงแรมที่ได้จองไว้ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ ม.บูรพาค่ะ จบทริปวันที่ 20 ก.พ 2559 หมดไป 1 วันกับทริปใกล้กรุง สุขสันต์และอิ่มบุญอิ่มใจจริงๆค่ะ แต่ก็ไม่ได้สบายกายเท่าไหร่ เพราะเหนียวตัวเสียเหลือเกิน เสื้อผ้าหน้าผมดูแทบไม่ได้เลย หากเดินทางไปถึงโรงแรมที่บางแสนเมื่อไหร่ จะขอเปลือบกายลงว่ายน้ำในอ่างห้องน้ำให้ผ่อนคลายสบายตัวเลยค๊า.....

เดี๊ยนนั่งรถ 2 แถวจากตลาดหนองมนมาลงที่หน้าห้างแหลมทอง เพื่อเดินทางต่อไปยังที่พักได้ที่จองไว้ลอง โรงแรมมีชื่อว่า 3ขวัญวิลเลจ อยู่ใกล้ห้างแหลมทองเลยค่ะ แต่อยู่คนละฝั่งกันนะค่ะ  ราคาจองผ่าน agoda แบบกระชั้นชิดก่อนมาพัก ราคาคืนละ 1100 บาทค่ะ รวมอาหารเช้า 2 คน ตอนเช็คอินน์ที่พักก็แจ้งรหัสการจอง ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้คีย์การ์ดห้องพักมาค่ะ

 เดี๊ยนพักอยู่ชั้น 2 ค่ะ แต่ก็ขึ้นลิฟท์ เพราะหาบันใดทางขึ้นไม่เจอค่ะ เลยมาฟุ่มเฟื่อยพลังงานใช้ลิฟท์ซ่ะ
เลยค่ะ 

เข้ามาในห้องพักดูใหม่เอี่ยมเลย เป็นโรงแรมพึงเปิดใหม่ไม่กี่เดือนเอง เดี๊ยนถือโอกาสมาเจิม และเขียนรีวิวที่พักให้โรงแรมสามขวัญวิลเลจเลยแล้วกันค่ะ เผื่อใครมองหาที่พักดีก็มาพักที่นี้ได้ แต่ราคาก็ไม่ได้แพงมากๆค่ะ  สำหรบห้องพักกว้างขวาง สบายตา ไม่อึดอัดคับแคบเลยค่ะ  ตกแต่งๆเก๋ดีๆค่ะ

ทีวี ตู้เย็น ชั้นวางสัมภาระ เก้าอี้ น้ำดื่มฟรี มีเก้าอี้ให้นั่ง 2 ตัว และนอกระเบียงอีก 2 ตัว
ห้องน้ำเป็นห้องกระจกกั้นแบ่งเป็นห้องอาบน้ำ และห้องส้วม สะอาดสะอ้านดีมากค่ะ
 ในห้องน้ำก็มีสบู่ ที่คลุมผม แชมพูให้ค่ะ แต่ขาดอะไรรู้ใหม๊ค่ะ โรงแรมมาตรฐานแบบนี้ ขาดไดร์เป่าผมค่ะ พลาดอย่างแรงเลยนะค่ะ ตอนแรกเดี๊ยนคิดว่ามีไดร์เป่าผมให้ โอ้ยตายแล้ว เส้นผมเหนียวยิ่งกว่าเส้นขนมจีนและเส้นก๋วยเตี่ยว ถ้าสระผมที คงต้องใช้ผ้าขนหนูเช็ดนานเลยกว่าจะแห้งค่ะ

ชอบตรงระเบียงมาก ถึงแม้จะไม่เป็นวิวทะเล แต่ตรงระเบียงเนี่ยกว้างขวางดีมากค่ะ ไม่ดูอึดอัดหรือคับแคบเกินไป ออกมารับโอโซนลมร้อนนอกระเบียงได้ค่ะ เผื่อใครที่หนาวนอนในห้องแอร์

อาหารค่ำมื้อนี้ ง่ายๆ เป็นสลัดม้วนแต่รสชาติออกแนวก๋วยเตี๋ยวลุยสวนค่ะ กับขนมกระหรี่บั๊ปและซาลาเปา ที่ซื้อมาจากเกาะสีชัง หอบมากินที่นี้เลยค่ะ  รสชาติอร่อยพออิ่มท้อง แต่ก็ไม่อิ่มมาก
เอาแบบกินน้ำตามเยอะๆ ก็อิ่มสุดๆค่ะ
นอกห้องตรงประตูลิฟท์ค่ะ
หาบันใดเจอแล้วอยู่ตรงนี้ นี่เองค่ะ ต่อไปตอนลงจะได้ไม่ต้องใช่ลิฟท์ค่ะ เดินขึ้นลงบันใดจะได้ออกกำลังกายไปด้วยค่ะ
เดี๊ยนทานอาหารไดเอทบวกกับขนมมีใขมันบานๆอิ่มท้องแล้ว ก็ไม่ได้ไปตะแล๊ดแต๊ดแต๋ที่ใหนต่อนะค่ะ ขออาบน้ำให้ชื่นกายสบายอุรา ก่อนจะมาสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ขอพรกับเทพไท้เทวา ขอให้ชาวสยามเมืองฟ้ามีแต่ความสุขขีมีชัย ตลอดไปเทอญ...เดี๊ยนเข้านอนเอาแรง เพื่อเดินทางในวันต่อไปค่ะ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
 เช้าวันที่ 21 ก.พ.2559  เดี๊ยนตื่นสายได้โลห์ 9.30น.  เดี๊ยนรีบขึ้นจากที่นอนไปล้างหน้า แปรงฟัน เพื่อไปให้ทันห้องอาหารก่อนที่จะปิดทำการเวลา 10.00 น.

  เช้าวันที่ 21 ก.พ.2559  เดี๊ยนตื่นสายได้โลห์ 9.30น.  เดี๊ยนรีบขึ้นจากที่นอนไปล้างหน้า แปรงฟัน เพื่อไปให้ทันห้องอาหารก่อนที่จะปิดทำการเวลา 10.00 น.

ห้องอาหารเช้าของโรงแรม มีชา กาแฟ โอวัลติน น้ำดื่มร้อนเย็น ขนมปังมาปิ้งทานได้ไม่อั้นค่ะ


อาหารเช้าที่โรงแรมมีข้าวต้มหมูให้ค่ะ ขนมปังเหลือแต่ก้น เป็นความผิดของเดี๊ยนที่ตื่นสาย เค้าคงไม่มาเติมเนื้อขนมปังให้แล้วกระมัง เดี๊ยนเลยทานก้นขนมปังแทนไปเลย อร่อยไปอีกแบบ ส่วนกะหรี่ปั๊บและแพนเค้ก เป็นของเหลือจากเมื่อวานที่ซื้อมาจากเกาะสีชังค่ะ

ทานข้าวต้มหมู่ไม่อิ่ม เดี๊ยนเลยจัดแพนเค้กกับกะหรี่พัปต่อ อิ่มมากจนพุงแทบก้างเลยค่ะ แต่เสียดายที่โรงแรมไม่มีผลไม้ให้

หลังจากทานข้าวอิ่มแล้ว เดี๊ยนก็ขอไปเดินดูสระว่ายน้ำในโรงแรมหน่อยค่ะ
มีสระว่ายน้ำด้วย น้ำใสน่าเล่นดีค่ะ แต่ถ่ายรูปออกมาเหมือนน้ำมันขุ่นๆไม่น่าเล่นเลย ถ้าเป็นกระเบื้องสีฟ้า น้ำน่าจะใส่น่าเล่นมากกว่านี้ เหมาะสำหรับครอบครัว พาหนูน้อยมาว่ายน้ำค่ะ

ตรงข้ามเป็นฟิสเนส แต่ไม่ได้อยู่ในส่วนของโรงแรมค่ะ แต่น่าจะเป็นเจ้าของคนเดียวกันเพราะชื่อสามขวัญเหมือนกันเลย

 ป้ายข้อปฎิบัติ  ต้องแต่งกายด้วยชุดว่ายน้ำเท่านั้น ถ้ากระโจงผ้าถุงลงเล่นไม่ได้นะค่ะ
หลังจากไปเด่นชมว่ายน้ำเสร็จก็ได้เวลาที่เดี๊ยนจะต้องรีบไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ เพื่อจะเช็คเอาท์และเดินทางไปยังที่ต่อไป
ชอบมานั่งตรงระเบียง เพราะดูโล่งสบายตาดีค่ะ

ผ้าขนหนูเหลืออีกชุดไม่ได้ใช้ วางไว้ให้แม่บ้านเห็นจะได้ไม่ต้องเก็บไปซักค่ะ
 เวลา 11.00 โมงกว่าๆ เดี๊ยนก็เช๊คเอาท์ อำลาโรงแรมแห่งนี้ค่ะ ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าพักอีกแห่ง แต่เสียดายน่าจะอยู่ใกล้ทะเลมากกว่านี้ อันนี้มาอยู่ซ่ะไกลหาดเชียว ห้องน่าพักแต่ราคาก็ไม่ได้แพงมาก ขอติเรื่องห้องพักน่าจะมีไดร์เป่าผมให้ด้วยค่ะ และอาหารเช้าควรมีผลไม้เช่นสัปปะรดหรือแตงโม อะไรก็ได้มาช่วยล้างคอตอนทานสักหน่อยจะดีทีสุดค่ะ
เดี๊ยนเช็คเอาท์จากโรงแรม เดินออกไปไม่ไกลมากนัก สถานที่ท่องเที่ยวต่อไปคือ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลค่ะ อยู่ใน ม.บูรพานี้เอง  สมัยแต่ก่อนจะเรียกมหาลัยนี้ว่า มศว.บางแสนค่ะ เดี๊ยนเคยได้มาเยือนสถาบันสัตว์น้ำทางทะเลแห่งนี้เมื่อปี 2538 ยังจำได้ดีเลยค่ะว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะในยุคนั้นถ้าได้มาเยือนที่นี้ เหมือนได้ไปว่ายน้ำใต้ทะเลเลย เป็นสถานที่ศึกษาสัตว์น้ำทางทะเลที่เหมาะสำหรับพาครอบครัว จูงลูกจูงเหลนกระเตงหลานมาเที่ยวกันค่ะ สมัยนั้นถ้าจะถ่ายรูปก็มีแต่กล้องฟิลมค่ะ จะถ่ายรูปสัตว์ด้านในห้องมืดๆก็ต้องใช่แฟลทช่วยนะค่ะ แต่ก็ไม่กล้าถ่ายเพราะแสงแฟลทมันประดังประดาเหลือเกิน ดูเป็นการไม่เหมาะสม ก็เลยได้แต่เดินชมด้านในด้วยตาเปล่าอย่าเดียว ถ้าตรงใหนสว่างพอก็แอบแช๊ะ ไม่เหมือนสมัยนี้ความทันสะหมอกทันสมัย โลกาภิวัฒน์ล้ำหน้า 4 ซ่า 5 จี เอากล้องมือถือถ่ายสวยเริ่ดกว่าเยอะมาก.. ผ่านมา 20 กว่าปี เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน อยากเยือนความหลังว่าที่แห่งนี้ เปลืองแปลงไปมากน้อยแค่ใหน ว้า...คิดถึงจังเลยค่ะ

สัญญลักษณ์ปลาโลมา หน้าอาคารทางเข้านี้ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย
เดินเข้ามาในตัวอาคาร ยังเห็นกระดูกปลาวาฬตัวเดิม ผง่านรับนักท่องเที่ยวค่ะ แต่ดูสีมันซีดไปเยอะมากตามกาลเวลาค่ะ
 เข้าไปติดต่อซื้อตั๋วเข้าชมค่ะ
เดี๊ยนจำได้ว่าสมัยแต่ก่อนตอนปี 2538  ราคาผู้ใหญ่น่าจะประมาณ 30 หรือ 40 บาทนี้แหล่ะค่ะ ตอนนี้ราคาตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 80 บาทค่ะ
พอได้เข้ามาด้านนั้น มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พาหนูน้อยมาเที่ยว เหมาะสำหรับเป็นสถานที่พาครอบครัวมาเที่ยวชมมากๆ ด้านในแสดงสัตว์น้ำทางทะเลให้ชม มีเป็นห้องโซน เช่นโซนครัวทะเลโลก โซนใต้ท้องทะเล โซนแสดงแมงกะพรุน เป็นต้นค่ะ พอได้มาดูเหมือนได้ไปว่ายน้ำใต้ทะเลเลยค่ะ แถมแต่ละจุดบอกชื่อปลาที่ไม่เคยรู้จักไว้ด้วยนะค่ะ

 มีป้ายบอกชื่อปลา ลักษณะ แหล่งที่อยู่ การแพร่กระจาย ของปลาชนิดนั้นด้วย ได้ความรู้ดีมากค่ะ

โซนแมงกะพรุนก็ได้ความสนใจเป็นพิเศษเลย มีแมงกะพรุนเกือบทุกชนิดแสดงให้ชม
 
เจ้าแมงกะพรุนสีแดงแสดสวยงามจริงๆ อยากจะเอามือไปจับแต่พิษมันนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าธนูปักหัวใจเสียอีกค่ะ หากใครได้ลิ้มลองรสชาติพิษคงจะเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนักกระมังค่ะ


 เดี่ยวนี้อะไรก็ทันสมัยนะค่ะ มีกล้องทางโทรศัพท์มือถือก็แฉ๊ะถ่ายได้เลย แถมรูปก็สวยงามเว่อร์วังอลังการมากๆไร้ภาพที่มัวเบลอเหมือนสมัยแต่ก่อนไม่

เดินไปชมไป จินตนาการเหมือนวัยเด็กเลยค่ะ เพลิดเพลินตาเพลินใจยิ่งนัก ประดั่งว่าได้เป็นมัจฉาแหวกว่ายอยู่ใต้บาดาล ถ้าได้เป็นนางเงือกก็ยิ่งดีค่ะ
 ปลาบางชนิดไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ปลาบางตัวหาได้แหวกว่ายในน้ำไม่ ดูปลาตัวนี้สิค่ะ ไปมุดอยู่ในดิน สงสัยขี้อายกระมัง เลยโผล่ออกมาแต่หัว
ปลาไหลสวนลายจุด ไม่เคยเห็นเลยนะค่ะ ดูแปลกตาดีค่ะ
 ปลาการ์ตูน สวยงามมากๆค่ะ
ดูปลาตัวนี้สิค่ะ ดูหน้าตาพิสดาลใจเสียเหลือเกิน ไม่รู้ไปชนเขื่อนที่ใหน ปากเปิ้กที่ได้เป็นเช่นนั้น แปลกตาดีเหลือเกิน น่าจะเป็นปลาปักกะเป้านะค่ะ จำไม่ผิด
 ห้องจัดนิทรรศการค่ะ
สถาบันแห่งนี้ได้ถือกำเนิดเปิดขึ้นเมื่อปี 2525 ค่ะ สมัยนั้นเรียก ว่าสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มศว.บางแสน ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ม.บูรพา
อาคารทรงเดิมปี 2525 จากอดีตถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นอาคารทรงเดิม ดูสิค่ะ รอบๆเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวชาวสวน หาได้เป็นตึกรางบ้านช่องแน่นถนัดตาเหมือนสมัยนี้ไม่ สมัยนั้นเป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดแล้วค่ะ ระยะเวลาผ่านไปอะไร อะไรก็เปลี่ยนแปลงค่ะ ทำให้หวนถึงวันเก่าๆที่เย้ายวน


 ห้องนี้น่าจะเป็นไฮไลท์แล้วค่ะ สวยงามจริงๆ ประดั่งได้ไปอยู่ใต้ท้องทะเลจริงเชียว ดูสวยงามจับตาคณานับค่ะ

 ห้องนี้น่าจะเป็นไฮไลท์แล้วค่ะ สวยงามจริงๆ ประดั่งได้ไปอยู่ใต้ท้องทะเลจริงเชียว ดูสวยงามจับตาคณานับค่ะ
สวยงามอะไรเช่นนี้ค่ะ เป็นที่เด็กๆน่าจะชอบ สมัยนั้นตอนที่มา รู้สึกมามีคนมาให้อาหารปลาด้วยนะค่ะ

 ปลาตัวใหญ่มากๆ มีแต่เสียงหนูน้อย ร้องปลายักษ์ ปลายักษ์ บ้างก็ร้องให้ เพราะกลัวเสียเกิน บ้างก็ตื่นตาตื่นใจเหมือนไม่เคยพบเจอมาก่อนค่ะ

เดี๊ยนใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใต้ทะเลนี้ร่วมชั่วโมง ก่อนที่จะเดินไปหากบางแสนต่อค่ะ
เดี๊ยนเดินออกจากสถาบันวิทยาศาตร์ทางทะเลที่ ม.บูรพา เดินลงมาที่หาดบางแสนค่ะ มาดูสิว่าชายหาดแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถ 2 แถวไปเขาสามมุก อ่างศิลา แต่เห็นรถราติดแน่นยังกะกาวตราช้าง แทบไม่ขยับหรือไม่ก็ขะเยื้อนไปเลยแม้นิดเดียว เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันหยุดยาวติดกัน 3 วัน ทำให้มีคนเดินทางมาเที่ยวบางแสนเยอะมากๆค่ะ เดี๊ยนเลยถอดใจยกเลิกโปรแกรมไปอ่างศิลา เขาสามมุกทันทีค่ะ ขอไปนั่งรับลมทะเลที่หาดบางแสนแล้วกันค่ะ
 ชายหาดบางแสน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมากจริงค่ะ วันหยุดยาวๆแบบนี้ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่หอบลูกจูงเหลนกระเตงหลานกันมาพักผ่อนริมทะเล
 มีการทำทางเดินกว้างขวาง
มีการจัดระเบียนที่นั่งผ้าใบริมหาดของผู้ที่มาขายให้เช่าที่นั่งอย่างเป็นระเบียบเลยนะค่ะ เป็นสัดเป็นส่วนดีค่ะ มีบางแสน 1 บางแสน 2 ไปจนถึงบางแสนล้าน หรือไม่ก็ บางแสนสาหัสสากัลกระมัง เดี๊ยนเองก็เดินไปไม่สุดหาดค่ะ
 ท้องเริ่มร้องแล้วค่ะ แต่เวลาก็เลยมาเกือบจะบ่าย 2 แล้ว เดี๊ยนเลยหาที่นั่งเพื่อทานอาหารเที่ยง
เดินมาได้ที่นั่งใกล้แม่ค้าขายส้มตำพอดี เหลือที่นั่งแบบ เก้าอี 2 ตัววาง เดี๊ยนเลยขอนั่งเลยค่ะ เสียค่าจ่ายไป 60 บาทค่ะ เพราะมาคนเดียว อยากกินส้มตำปูม้าใส่น้ำปลาร้านัวๆ พอสั่งแม่ค้าไป เห็นโต๊ะข้างกินส้มตำไข่เค็ม สีออกหวานเย็นดีเหลือเกิน รสชาติน่าจะเพลิดเพลิน เดี๊ยนเลยขอเจิมมาสั่งกินดีกว่าค่ะ ดูท่าน่าจะอร่อยดีค่ะ
เห็นโต๊ะข้างกินส้มตำไข่เค็ม สีออกหวานเย็นดีเหลือเกิน รสชาติน่าจะเพลิดเพลิน เดี๊ยนเลยขอเจิมมาสั่งกินดีกว่าค่ะ ดูท่าน่าจะอร่อยดีค่ะ ซื้อมาทานกินกับข้าวผัดปู ดูออกไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่กินไปก็พอใช้ได้ รสชาตินั้นไซร์อร่อยดีเหลืนเกิน มีมะนาวช่วยชูรสให้เลิศล้ำ เอาน้ำปลาเทใส่ไปในข้าวให้หมด คลุกเคล้า ให้เข้ากัน ตักเข้าปาก กินอร่อยเริ่ดเว่อร์ จนโรคไตถามหาแน่นอนค๊า
 ยังไม่หมดนะค่ะ กินส้มตำไม่อิ่ม มีแม่ค้าหน้าสวยๆ ระรวยหาบเร่ขายคอนโดปู คอนโดกุ้ง ทอดกรอบ หอบใส่กล่องเรียงแต่งเป็นตึกสูงชัน เดี๊ยนเลยขอช่วยอุดหนุนช่วยแม่ค้า ซื้อคอนปู คอนโดกุ้ง มาอย่างละ 1 ห้องค่ะ เอามาแทะแกะกิน มาทะเลทั้งทีก็ได้กินอาหารทะเล รสชาติแหม่ช่างโอ้ละเห่ ดูเก๋ๆดีจังเลย
ถือว่าช่วยแม่ค้าบางแสน ที่แสนจะขยันกันเสียจริงๆ หากใครได้มาลิ้มลองคงต้องได้ติดใจ ต้องหวนกลับมาบางแสนอีกแน่นอน
 คอนโดปูก็มีค่ะ เดี๊ยนก็ช่วยซื้อมานั่งกินริมทะเล โดยแม่ค้าบางแสนวางไว้ให้เดี๊ยนช่วยถ่ายรูปโปรโมทให้หน่อย เห็นเดี๊ยนแขวนกล้องถ่ายรูปกากๆไว้ที่คอ ก็เลยได้ที วางมันตรงนี้แหละ ถ่ายรูปได้ ไม่ว่ากัน แม่ค้าใจดี พูดจาดีไพเราะเพราะพรุ้งพริ้งมุ้งมิ้งจังเลยค่ะ หากใครมาบางแสนก็ช่วยกันอุดหนุนแม่ค้าหน่อยจะได้มีรายได้ค่ะ  ไทยกิน ไทยใช้ ไทยเจริญค๊า

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชายหาดบางแสนยังคงเป็นชายหาดยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชายไทยเหมือนเดิมนะค่ะ แต่ปัจจุบันที่เดี๊ยนได้มาเดิน ณ หาดแห่งนี้ ต่างจากเมื่อก่อนมาก ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านดีค่ะ สงสัยมีโครงการตาวิเศษเห็นนะ ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง มาช่วยรณรงค์แน่เลยกระมัง ดูดีขึ้นมาก เดี๊ยนเดินไปที่ชายหาดเห็นครอบครัวพาลูกจูงเหลนกระเตงหลานกันมาเที่ยวพักผ่อนริมทะเล เสียงเด็กๆเจี๊ยวจ้าวกลบเสียงคลื่นทะเลไปเลย บ้างก็เล่นห่วงยาง บ้างก็เล่นเจ๊ทสกี  บ้างก็เล่นบ่านาโบท หนุ่มสาวใหญ่น้อย ออกมาเดินทะล ก็ไม่พลาดต้องหยิบกล้องมือถือมาถ่ายรูปตามสมัยนิยมค่ะ  เห็นเด็กๆเล่นน้ำดูแล้วเพลิดเพลินตาเพลินใจ ชีวิตนั้นมีความสุขสดใสดีเหลือเกิน หาได้มีอะไรมาเผชิญใจไม่ คิดมาคิดไป ก็อยากจะไปเป็นเด็กอีกครั้งจังเลยค๊า

ชายหาดบางแสนวันนี้ เดี๊ยนได้มาเห็นเป็นบุญตาแล้ว ต้องขอบอกว่าสวยเริ่ดสะแม๊นแต๊น แช่มช้อยชะม้อยชไม พิศสมัย วิไลลาศ จริงนักเชียว ต่างจากสมัยแต่ก่อนยิ่งนัก ดูดีมีสกุลสมชื่อบางแสนสุข หาได้เป็นบางแสนสาหัญสากันเหมือนแต่ก่อนไม่
 เห็นแม่ค้าบางแสนขยันทำมาหากินกันมากๆค่ะ ทำให้เห็นภาพนี้แล้ว มีกำลังใจในการต่อสู้เดินหน้าต่อไปค่ะ
คุณน้าท่านนี้ แกขาไม่ค่อยดีเลย แกก็จูงจักรยานหอบขนมจากออกมาขายขยันมากๆเลยนะค่ะ เดี๊ยนเลยขออุดหนุนช่วยแกหน่อยค่ะ จะได้ไม่ต้องไปซื้อที่หนองมนอีกค่ะ
 จักรยานแบบนี้ยังเป็นจักรยานที่มีเสน่ห์อีกอย่างของหาดบางแสนเลยค่ะ เห็นแล้วคิดถึ๊ง..คิดถึงนะค่ะ หากพาเพื่อนๆหรือคู่รักมาบางแสน อย่าพลาดเด็ดขาดปั๋นจักรยานนะค่ะ
ใกล้วงเวียนหาดบางแสน มีร้านค๊อฟฟี่ช็อปหรูหราอยู่ร้านนึง เดี๊ยนเลยขอมานั่งจิบน้ำชา และทานขนมเพิ่มใขมันส่วนเกินสักหน่อยค่ะ ชื่อร้าน kentary cafe เป็นร้าน coffee shop ในเครือของโรงแรมเคนทารี่ โรงแรมระดับ 5 ดาว มาเปิด coffee shop ที่นี้ เ่ดี๊ยนเลยขอแวะมาชิมหน่อยค่ะ ว่ารสชาติอร่อยหรือเปล่า

ด้านหน้าร้านดูแต่งเก๋ๆดีค่ะ ต้องเข้าไปดูด้านในสักหน่อยแล้วซี
เดี๊ยนเข้ามาในร้าน ก็ตกใจ เพราะคนแน่นร้านมากๆค่ะ แต่ใหนๆก็เข้ามาแล้ว ก็เลยอยากจะแวะทานขนมของว่างสักหน่อยค่ะ
 เดี๊ยนสั่งเป็นชาเขียวร้อนและขปังอบราดน้ำผึ้งทานกับไอศกรีมและก็กล้ว (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้แล้วค่ะ) ระหว่างรอของว่าง ก็เลยถ่ายรูปน้องหมี และมุมอื่นๆไปก่อนค่ะ

เดี๊ยนรอของว่างอยู่ประมาณ เกือบครึ่งชั่วโมงได้กระมังค่ะ เพราะวันนั้นคนเยอะมากๆค่ะ สงสารแต่เด็กเสริฟและพนักงานเดินทำงานกันให้วุ่นเลยเชียว

 ระหว่างนั่งรอ เดี๊ยนก็ถ่ายรูปกับกล้องกากๆ ของเดี๊ยนไปเรื่อยๆค่ะ
 เครื่องดื่มมาเสริฟก่อนเลยค่ะ แต่ทำไมสั่งชาเขียวร้อนไปถึงเป็นแบบนี้ น่าจะมีการตกแต่งฟองให้ดูน่ากินสักหน่อยนะค่ะ ปกติไปสั่งชาเขียวร้อนหรือโก้โก้ร้อนก็จะแต่งหน้าตาให้หน้าทานเชียวค่ะ แต่นี้รู้สึก แป๋วไปเลย หรือว่าที่นี้ทำน้ำชาแบบนี้กระมัง งงค่ะ..เดี๊ยนขอแสดงความเห็นขอไม่ให้ผ่านนะค่ะ
แถมพอได้ทานเข้าไป รู้สึกว่าจะออกอุ่นๆไปสักหน่อย รสชาติออกหวานหน่อยค่ะ ต้องรอทานคู่กับของว่างค่ะ

มาแล้วค่ะ ที่สั่งไว้ชื่อภาษาอังกฤษจำไม่ได้ล่ะ มีคำว่าโท้ดๆอะไรประมาณเนี่ยแหละค่ะ
 ขนมปังโท้ดๆแท๊ดๆอะไรเนี่ย ดูน่าตาน่าทานเชียวค่ะ
 พอได้ลิ้มลองแล้วก็รสชาติอร่อยเริ่ดมากค่ะ น้ำผึ้งหวานกำลังดีทานกับกล้วยหอม บวนขนมปังก็ไม่กระด้างเกินไป พอเคี้ยวไปก็นิ่มลื่นปาก อร่อยเริ่ดเว่อร์ เดี๊ยนให้ผ่านค่ะ
สรุปค่าเสียหายที่ร้านนี้ ชาเขียวร้อน 70+ขนมปังอบราดน้ำผึ้งทานกับไอศกรีม 185 บาท สรุป 255 บาทค่ะ

 เดี๊ยนนั่งพักทานของว่าง เพิ่มไขมันที่ kentary cafe อยู่ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง เหลือบดูนาฬิกา โอ้ตายล่ะ จะสี่โมงเย็นแล้วหรือเนี่ย เดี๊ยนเลยขออำลาหาดบางแสน นั่งรถสองแถวไปตลาดหนองมนเพื่อไปซื้อของฝากค่ะ
 นั่งรถ 2 แถวจากหาดบางแสนมาไม่นานก็ถึงตลาดหนองมน หากมาที่ตลาดนี้แล้ว ไม่พลาดต้องแวะซื้อของฝาก
 เดี๊ยนเดินแวะซื้อโน้น ซื้อนี้ เพื่อนำไปฝากที่บ้านและเพื่อนๆร่วมงานที่บริษัทค่ะ หมดไปหลายบาทเหมือนกันค่ะ
ขอฝากที่ซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารทะเล ของแห้ง น้ำพริก กะปิ ที่ขาดไม่ได้คงเป็นข้าวหลามหนองมน ซื้อไปหลายกระบอก หอบแทบไม่ไหวแล้วค่ะ

เวลาเกือบ 5 โมงเดี๊ยนก็ตีตั๋วรถตุ้จากหนองมน ซึ่งจะมีท่ารถตู้อยู่ใกล้ๆ มีให้เลือกหลายเจ้าค่ะ เดี๊ยนซื้อตั๋วรถตู้ เดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพค่ะ
จบแล้วค่ะ ทริปเที่ยวใกล้ๆกรุง 2 วัน 1 คืน สนุกสุขสันต์ได้ทำบุญทำทาน แสนสุขใจสบายอุรา แถมได้มานั้งลั๊นลาที่หาดบางแสนก็สวยเริ่ดเว่อร์ค่ะ  หากใครที่ยังไม่เคยได้มีโอกาสมาเที่ยวเกาะสีชังหรือหาดบางแสน ลองปักหมุดวางแผนดูนะค่ะ เดี๊ยนรับรองต้องประทับใจแน่นอนค่ะ ยังไงเที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ อะเมซิ่งไทยแลนด์ สวย เริ่ด เว่อร์ ชนะเลิศ สะแม๊นแต็นค๊า....
เดี๊ยนต้องขอขอบพระคุณผู้อ่านชาวเน็ตทุกๆท่านที่มาติดตามอ่านรีวิวมั่วๆซั่วๆ ไถ่ไปเรื่อยเปื่อยขอเดี๊ยนนะค่ะ ถึงแม้รีวิวจะมีผู้มาอ่านน้อยก็ตาม แต่เดี๊ยนก็มีกำลังใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวต่อไปค่ะ หากรีวิวที่เดี๊ยนเขียนนี้มีข้อผิดพลาด อักขระตกๆหล่นๆ ไม่สมประกอบ เดี๊ยนต้องขออภัยคุณผู้อ่านทุกๆท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
จากคุณนายเว่อร์ เทอร์ชอบเที่ยวกินนอน
นักเขียนบล๊อกเกอร์มือสมัครเล่น
รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง แวะรำลึกความหลังที่หาดบางแสน ทริปใกล้กรุง 2 วัน 1 คืน ไหว้พระทำบุญทำทานแสนสุขกายสบายอุรา..เริ่ดเว่อร์ค่ะ รีวิวเที่ยวเกาะสีชัง แวะรำลึกความหลังที่หาดบางแสน ทริปใกล้กรุง 2 วัน 1 คืน ไหว้พระทำบุญทำทานแสนสุขกายสบายอุรา..เริ่ดเว่อร์ค่ะ Reviewed by Khunnaiver blog on 02:20:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.