รีวิวเที่ยวปัว น่าน สุขสำราญเบิกบานใจ วิวทุ่งนาเขียวสดสีงามวิไล ขับมอเตอร์ไซต์แว๊นไปดอยภูคา จิบน้ำชาชมวิวเบิกฟ้า สวยเลอค่ายิ่งนักเอย

รีวิวเที่ยวปัว เมืองน่าน 21-23ก.ย. ขับมอเตอร์ไซต์ไปอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ปั่นจักรยานลั๊นลาไหว้พระในเมืองน่าน
กลับมาอีกครั้งค่ะ สำหรับรีวิวตะลุยเดียวเที่ยวเดือนละครั้ง พอดีพึ่งได้วันลาพักร้อน เดือนกันยายนนี้ เดี๊ยนก็เลยถือโอกาสขอไปตะแล๊ดแต๊ดแต๋ ท่องโลกกว้าง ให้สว่างแพรวพราว สุขสกาวรุ่งโรจน์ ช่วงโชติชัชวาลย์ ให้ล้ำเลิศโอฬาร สะท้านโลกา จะได้สนุกลั๊นลา แสนซ่าบซ่า สุขสมอุรายิ่งนักเอยค๊า........ก่อนอื่นเลย เดี๊ยนต้องขอสวีดั๊ดดัด สวัสดี๊ดีคุณผู้อ่านชาวเน็ตทุกๆท่าน ที่กำลังท่องโลกไซเบอร์ นั่งเอ๋อเหรอ จนสมองเบลออยู่ ณ ขณะนี้นะค่ะ เดี๊ยนยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่เว็ปบล๊อกแนะนำที่พัก รีวิวที่เที่ยวแนวๆกากๆ โกโรโกโส สับปะรังเค เขียนไปเรื่อยเปื่อย บ้าๆบอๆ เขียนเองก็งงเอง ตกๆหล่นๆ หาสาระไม่ค่อยมี ภาพสีก็ไม่ชะลูดบาดตา เขียนไปตามประสาคนบ้าเที่ยว ตามสไตล์คุณนายเว่อร์ เธอเป็นบ้าไปแล้วค๊า แต่ก็หวังว่าจะมีชาวเน็ตมาส่องดูบ้างสัก1-2 คน ก็ดีเริ่ดสะแมนแตนสุดๆแล้วค่ะ

พอดีว่าเดือนกันยายนนี้ เดี๊ยนได้พึ่งได้วันลาพักร้อน 3 วัน มาหมาดๆเลยค่ะ คือวันที่ 21-23 ก.ย.59 ค่ะ เดี๊ยนก็เลยขอวางแผนออกไปโลดแล่น ตะแล๊ดแต๋ดแต๋ ตะลอนแบกเป้เที่ยวอีกครั้งค่ะ ซึ่งเป็นการวางแผนที่ฉุกละหุกมากๆนะค่ะ เพราะพึงได้วันลาพักร้อนก่อนจะไปเที่ยวแค่  4 วันเองค่ะ กลายเป็นว่าเดี๊ยนก็คิดใหญ่เลยจะไปเที่ยวที่ใหนดีหน้อ...เผอิญคุณเพื่อนของเดี๊ยน นางได้แชร์ที่พักแห่งนึงในจังหวัดน่าน อยู่ที่อำเภอปัว เป็นที่พักติดวิวทุ่งนาสีเขียว อร่ามจับตาคณานับ จนทำให้เดี๊ยนขยับเขยื้อนไปอยู่กับที่ จนต้องอยากจรลีหนีมาเที่ยวเมืองนี้ให้ได้ เลยเข้าเว็ปตีตั๋วเครื่องบินราคาแพง ของเว็ปหางแดง ออกโปรแลกแต้ม ฤทธิ์ร้อนแรง ก็เลยขอแซงเข้าไปจอง แต่ก็ได้ตั๋วราคาแพงเหมือนเดิมนะค่ะ เพราะจอง Last minute มากเกินไปค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ยอมจ่ายในราคาแพง เพื่อจะได้หนี จรลี ออกจากเมืองฟ้าอมร มานั่งตีผมโป่งให้เว้าวอน นั่งสหล่อน ปลีกวิเวกชื่นชมธรรมชาติ สูดอากาศให้สดชื่น เย็นระรืนชื่นจิตกาย

โดยการวางแผนไปเที่ยวเมืองน่านในครั้งนี้ ก็เพื่ออยากจะไปชื่นชมธรรมชาติ กับวิวทุ่งนาสวยๆ ที่อำเภอปัว เมืองท่องเที่ยวอีกแห่งของจังหวัดน่าน ที่มีแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดตาและตราตรึงใจ ประทับซึ้งอยู่ถึงทรวงในเดี๊ยน จนต้องไปค้างชมวิวทุ่งนาอันเขียว ขจี ดูรื่นรมย์ฤดียิ่งนักแล กับบรรยากาศอันเงียบสงบ สยบไปทุกอย่าง เดี๊ยนก็เลยจองที่พักค้างคืนในอำเภอปัว 1 คืน และก็พักค้างที่เมืองน่านอีก 1 คืนค่ะ
....ต้องขอบอกเลยค่ะว่า เมื่อช่วงวันที่ 21-23 ก.ย.ที่ผ่านมาเนี่ยนะค่ะ เดี๊ยนได้เช่ามอเตอร์ไซต์ขับตะลอนเที่ยวออกจากเมืองน่านไปที่อำเภอปัว และขัยมอเตอร์ไซต์วนไต่เขาขึ้นไปอุทยานแห่งชาติดอย ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้นๆ แต่บรรยากาศเริ่ดสะแมนแตนมากๆ เพราะอากาศก็ดี๊ดี ฝนฟ้าก็ไม่ตก  ทั้งๆที่อยู่ในช่วงฤดูฝน ฟ้าเปิดเป็นสีฟ้าครามอร่ามจับตาคณานับ แถมลมพัดโบก โชกลมโชย จนอยากจะโกยเอาบรรยากาศมาฝากคุณผู้อ่านเสียเหลือเกินค๊า

การเดินทางในครั้งนี้ เดี๊ยนตัดสินใจเช่าพาหนะเป็นรถมอเตอร์ไซต์ โดยเช่าวันละ 250 บาทค่ะ  มัดจำ 1000 บาท เป็นพาหนะคู่ใจเพื่อเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายที่อำเภอปัวระยะทาง 60 กิโลเมตร และขับไปอุทยานแห่งชาติดอยภูคาอีก 34 กิโลเมตร ร่วมระยะทางขับไปจุดหมาย 90 กว่ากิโล
ส่วนโรงแรมที่พักสำหรับนอนค้างคืนนะค่ะ เดี๊ยนก็ทำการจองไว้แล้วค่ะ มี 2 แห่งดังนี้
1.คืนวันที่ 21 ก.ย.59 คืนแรก พักที่อำเภอปัว เดี๊ยนพักค้างคืนที่ โฮมสเตย์บ้านตานงค์ ราคาคืนละ 500 บาทค่ะ
2.ส่วนคืนที่ 2 คืนวันที่ 22 ก.ย. เดี๊ยนพักค้างคืนในตัวเมืองน่านค่ะ ที่พัก เฮือนช้างเผือก เป็นที่พักที่อยู่ใกล้สนามบินค่ะ

เอาล่ะค่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดี๊ยนขอมารีวิวเช่ามอเตอร์ไซต์ขับเที่ยวเมืองปัว ปั่นจักรยานเลาะไปทั่วเมืองน่านให้คุณผู้อ่านทุกๆท่านได้เข้ามาดูภาพและอ่านรีวิวเที่ยวของเดี๊ยนเพื่อฆ่าเวลากันค่ะ เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ท่านที่ยังไม่เคยไปเที่ยวเมืองน่าน ได้ออกมาโลดแล่น แบ๊คแพ๊คเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ แล้วออกมาเฮโลเที่ยวกัน ได้เปิดโลกทัศน์ เปิดหู เปิดตา ชมสถานที่ใหม่ๆ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นไดอารี่ เอาไปลงไอจง ไอจี ก็งามเลิศท่วมท้นปฐพีอย่างแน่นอนค่ะ
สนามบินน่านนคร จังหวัดน่าน
เช้าตรู่วันที่ 21 ก.ย. เดี๊ยนแหกขึ้ตาตื่นแต่เช้าตรู่เลยค่ะ นั่งเครื่องบินจากดอนเมืองไฟล์ตอน 8 โมงเช้า เพื่อมุ่งหน้าสุ่สนามบินเมืองน่านค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดก็เดินทางถึง สนามบินเมืองน่านนครแล้วค่ะ เป็นสนามบินที่พึ่งทำการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้วนี้เองนะค่ะ ดูใหม่เอี่ยมอ่อง งามวิริศมาหรามากๆเลยค่ะ

สภาพอากาศตอนมาถึงที่จังหวัดน่านนะค่ะ ท้องฟ้าเนี่ยสดใส แพรวพราวสกาว สุขรุ่งโรจน์ ช่วงโชติชัชวาลย์ยิ่งนักค่ะ อากาดี๊ดี แสงพระอาทิตย์ทอแสงรำไร ไม่ร้อนเกินไป ไม่เย็นเกินไป อากาดีเป๊ะเว่อร์.... ต่างจากสภาพอากาศตอนอยู่ที่ดอนเมืองโดยสิ้นเชิงค่ะ ซึ่งมืดครึ้มฟ้ามัวดินไปทั่วถิ่นท้องธารธานีเลยค่ะ เดี๊ยนอุตสาห์พกเสื้อกันฝนและร่มมา คงจะไม่ได้ใช้เสียแล้วกระมังค่ะ
พอเดี๊ยนมาถึงสนามบินนะค่ะ เดี๊ยนก็โทรไปที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ในเมืองน่าน ซึ่งทางร้านก็ใจดีและบริการมารับลูกค้าที่สนามบินฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ เริ่ดสะแมนแตนมากๆค่ะ เอาไปเลยคะแนนความพึงพอใจ 5 ล้านดาวค่ะ 
คุณพี่คนขับก็ขับรถเก๋งปุ๊กปิ๊กจากสนามบินมาส่งถึงที่หน้าร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ โดยร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ร้านนี้ชื่อร้าน โตโน่คาร์เร้นค่ะ ตั้งอยู่แถวสถานีขนส่งเมืองน่านค่ะ....ตอนเดี๊ยนค้นหาร้านเช่ามอเตอร์ไซต์เมืองน่านใน google ก็เห็นร้านนี้ขึ้นหน้าแรกเลยค่ะ เลยตัดสินใจเลือกเช่ามอไซต์ร้านนี้ค่ะ ราคาเช่ามอเตอร์ไซต์ตกวันละ 250 บาทค่ะ มัดจำรถมอเตอร์ไซต์ 1000 บาทค่ะ
ได้มอเตอร์ไซต์คู่ใจพร้อมพาไปตะลุยขับตะลอนล่องท่องไพรดงพงศาพนารีแล้วค๊า ก่อนขับนะค่ะ เดี๊ยนต้อตรวจสถาพรถก่อนขับเลยค่ะ เพราะน้ำหนักเดี๊ยนก็ไม่ใช้น้อย เดียวขับไปเกิดไปยางแตกขึ้นมาจะซวยลำบากไม่ไปถึงที่หมายค่ะ .....พอตรวจเช็คแมงกะไซต์เสร็จ ก็เตรียมเสด็จขันระเหิดออกจากเมืองน่านมุ่งสู่อำเภอปัวเลยค่ะ
แต่เอ้..ยังไม่มีแผนที่เดินทางท่องเที่ยวในเมืองน่านเลยค่ะ เดี๊ยนเลยขอชะแว๊ป แวะเข้าไปศูนย์บริการท่องเที่ยวเมืองน่าน เพื่อขอแผนที่และรายละเอียดการเดินทางค่ะ ซึ่งที่ตั้งของศูนย์บริการท่องเที่่ยว ก็ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่านเลยค่ะ
เข้าไปที่ศูนย์บริการท่องเที่ยว เพื่อขอโบว์ชัวร์แผนที่เที่ยวแอ่วในเมืองน่านค่ะ...ได้แผนที่มาแล้ว ก็เปิดดูแผนที่และเตรียมขับมอเตอร์ไซต์ตะลอนเลยค่ะ
ก่อนที่เดี๊ยนจะสตาร์ทมอเตอร์ไซต์ ก็ไปชะแว๊ปเห็นร้านขายข้ามหลามเข้า ก็เลยอยากลองซื้อมาลิ้มลองทานดูสักหน่อยค่ะ ว่ารสชาติจะเลิศล้ำโอชา อร่อยเริ่ดสะแมนแตนแค่ใหนค่ะ ก็เลยขอลองซื้อมาทาน 1 กระบอกค่ะ ราคากระบอกละ 40 บาท
ข้าวหลามที่นี้ เป็นข้าวหลามมีไส้นะค่ะ ตอนที่เดี๊ยนซื้อไปทานเป็นใส้สังขยา พอได้ลองแกะชิมแล้ว อร่อยเริ่ดค่ะ เพราะเป็นใส้สังขยามีไส้ตลอดกระบอกเลยค่ะ ตอนแรกคิดว่าคงแนวๆข้าวหลามหนองมนแน่เลย แต่ไม่ใช้เลย คนละแนวค่ะ ข้าวหลามที่นี้สามารถแกะเปลือกไม้ลอกไผ่เองได้ค่ะ แถมมีเยื่อไผ่ติดข้าวหลามด้วยนะค่ะ อร่อยเริ่ดมากๆค่ะ เดี๊ยนชอบ..ขากลับจะแวะมาซื้อเป็นของฝากให้ที่บ้านและที่ทำงานและคนที่บ้านอย่างแน่นอนค่ะ
ได้เวลาตะลอนแล้วค่ะ Let's go to the serenity of nature at Paddy Green in Pua  สำหรับใครที่ไม่สะดวกจะแว๊นลุยขับมอเตอร์ไซต์แบบเดี๊ยน ก็สามารถใช้บริการรถโดยสาร 2 แถวเป็นรถโดยสารคันเล็กสีฟ้า เดินางออกจากเมืองน่านมา อำเภอปัวได้เช่นกันค่ะ ราคาประหยัด
ระยะทางจากตัวเมืองน่านไปปัวรวมทั้งหมดประมาณ 60 กิโลเมตรค่ะ ก่อนถึงปัว จะผ่านอำเภอท่าวังผาก่อนค่ะ
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ออกจากเมืองน่านมา ตอนแรกๆถนนหนทางก็เป็นลาดยาง  สวยงามอร่ามจับตาณานับ เพราะเริ่มเข้ากิโลเมตรที่ 30 เริ่มแล้วค่ะ เริ่มเป็นถนนลูกรังแล้วค่ะ เพราะมีการปรับปรุงทำถนนใหม่ อย่างที่เห็นในภาพ ฝุ่นตลบอบอวลไปหมดค่ะ แต่บรรยากาศสองข้างก็ช่วยคลายความกังวล เศร้าตรมฤทัยได้มากนะค่ะ เพราะมีป่าไม้สีเขียวขจี ดูงดงามรื่นรมย์ฤดียิ่งนักแลค่ะ
เดี๊ยนใช้เวลาขับรถมอเตอร์ไซต์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ขับมอเตอร์ไซต์แบบไม่ได้หยุดแวะพักเลยนะค่ะ เพื่อทำเวลา ก็ขับมาถึงอำเภอปัวแล้วค่ะ เลยแวะที่ปั๊มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมัน และเดินยืดเส้นยืดสายให้หายเมื่อยค่ะ
มาถึงอำเภอปัว มีป้าย love in pua ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองมาเยือนเมืองนี้ ทำคล้ายยังกะป้าย เลิฟ อิน ปาย เลยนะค่ะ....เริ่ดค่ะ

สำหรับเป้าหมายท่อบเที่ยวในอำเภอปัว วันที่ 21 ก.ย. 59 ที่เดี๊ยนได้ขับมอเตอร์ไซต์แว๊นและแวะไปเที่ยวเดินทางมา สรุปมีดังนี้ค่ะ
1.แว๊นมอเตอร์ไซต์ไปวัดภูเก็ต วัดที่มีชื่อเสียงจากวิวทุ่งนาที่ดึงดูดตาและตราตรึงใจ จนทำให้เดี๊ยนอยากไปยิ่งนักค่ะ ( ชื่อวัดภูเก็ต อยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน แสดงว่าถ้าเดี๊ยนมีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ต้องมีชื่อ วัดน่าน หรือวัดปัว อยู่ที่จังหวัดภูเก็ตแน่ๆเลยค่ะ ต้องไปสืบล่ะ ว่ามีจริงป่ะ  คิคิคิ...)
2.แวะตามเส้นทางไปซื้อผ้าทอไทลื้อ และน้ำจิมน้ำชาที่ร้านกาแฟไทลื้อ
2.ขับมอเตอร์ไซต์ แวะนั่งชิวๆทานอาหารว่าง ที่ฟาร์มเห็ดโฮมสเตย์ บ้านหัวน้ำ
3.เดินตามเส้นทางฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ไปชมแกรนแคนยอน เมืองปัวค่ะ
4.เดินทางไปยังโรงแรม ที่พักคือ บ้านตานงค์ โฮมสเตย์ค่ะ
 เดี๊ยนแหงนดูนาฬิกาในข้อมือ เวลาก็จวนจะเที่ยงแล้ว กระเพาะอาหารเริ่มร้องโหยหวนหาอาหารมาลงกระเพาะ เดี๊ยนเลยขับมอเตอร์ไซต์เหยอะๆ หาร้านอาหารรินทางเหมาะๆ ก็เลยลองแวะไปทานก๋วยเตี๋ยวไข่หวานดูค่ะ ตอนแรกจะหาร้านอาหารเหนือ แต่ดูท่าไม่ไหวแล้ว เพราะกระเพาะอาหารร้องโหนหวนชวนหิวเสียเหลือเกิน ก็เลยเอาร้านนี้แหละค่ะ เห็นมีลูกค้านั่งอยู่หลายโต๊ะเชียว รสชาติอาหารน่าอร่อยจะเลิศล้ำโอชานะค่ะ
เมนูอาหารก็มีตั้งแต่ 30 บาท แต่เดี๊ยนขอสั่งพิเศษกว่านั้นค่ะ จัดไป ทะเลต้มน้ำน้ำข้น 50 บาท 
สั่งยังไม่ถึง 5 นาทีเลย ก็มาแล้วค่ะ ทะเลต้มยำน้ำข้น เหมือนในรูปเป๊ะเลย น่าตา น่าทานมากๆ มาเที่ยวปัว แต่มาทานอาหารทะเลนะค่ะ พอลองชิมแล้ว รสชาติก็โอเคค่ะ อร่อยดี แต่ยังรสชาติยังไม่จี๊ดมากนัก ถ้าให้ดีขอพริกขี้หนูสดทุบแหลก ๆ ทานคู่กับพริกไทยคั่วบดโรยและพริกกะเหรี่ยงเผา มีเครื่องเคียงเป็นมะนาวผ่าซีกมาให้ด้วยจะเริ่ดมากๆค่ะ....ก๋วยเตี๋ยวชามนี้ก็พอให้เดี๊ยนประทังท้องได้ช่วงบ่ายค่ะ
เดี๊ยนทานก๋วยเตี๋ยวอิม ขับรถมอเตอร์ไซต์ตะลุยออกจากร้านก๋วยเตี๋ยวไข่หวานมาไม่ไกลนัก ก็มีป้ายบอกเส้นทางเข้าวัดภูเก็ตนะค่ะ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไกลไปถึงเมืองนอก เมืองนา ทั่วเมืองฟ้าอมร เพราะที่วัดแห่งนี้ มีวิวทุ่งนาสีเขียวขจี ที่ดึงดูดตา และตราตรึงใจ ประทับซึ้งอยู่ในห่วงหัวจิตหัวใจหลายคน ต้องตามมาดอมดม ชวนชมวิวท้องทุ่งนาแห่งนี้ มาถ่ายรูปลงในไอจง ไอจี เก็บไว้เป็นไดอารี่ก็งามเริ่ดเลอเว่อร์วังอลังการ สะท้านโลกาค่ะ
มาถึงวัดภูเก็ตแล้ว ก็เข้าไปไหว้พระด้านในก่อนค่ะ ( ชื่อวัดภูเก็ต อยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน แสดงว่าถ้าเดี๊ยนมีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ต้องมีชื่อ วัดน่าน หรือวัดปัว อยู่ที่จังหวัดภูเก็ตแน่ๆเลยค่ะ ต้องไปสืบล่ะ ว่ามีหรือเปล่า คิคิคิ...)
ที่วัดนี้นะค่ะ เป็นวัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั่วสารทิศให้มาเยือนกันไม่เว้นแต่ละวันเลยค่ะ เพราะในช่วงฤดูทำนา ซึ่งข้าวนาปีของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะเขียวขจี จนดึงดูดผู้คนให้มาชมกันอย่างโอฬารค่ะ
ก่อนไปชมวิวทุ่งนาก็แวะไปทำบุญก่อนค่ะ เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ในวัดก็มีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญกันหลายจุดนะค่ะ
 เดินออกจากอุโบสถมา ก็จะเห็นเป็นจุดชมวิวของวัด มองเห็นมองเห็นวิวทุ่งนาค่ะ โชคดีมาก ช่วงที่เดี๊ยนไปเป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวมีน้อย ก็เลยไม่ค่อยวุ่นวายค่ะ
บริเวณจุดชมวิวของวัด ก็จะมีที่ให้นั่งพักผ่อน หย่อนใจ ให้คนได้ถ่ายรูป รับลม ชมวิวทุ่งนาสีเขียวขจี ดูสดชื่นรื่นรมย์ ฤดียิ่งนักค่ะ
ในที่สุดก็ได้เห็นของจริงแล้วค่ะ วิวทุ่งนา สีเขียวขจี เคยเห็นแต่ในทีวี และในอินเตอร์เน็ต มาเห็นของจริงไม่ผิดหวังสวยงามมากๆ บรรยากาศดี เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย อากาศไม่ร้อนมาก ฝนฟ้าก็ไม่ตก ฟ้าสดใสสีคราม วิวทุ่งนาข้าวตัดกับคันนาข้าว ทำให้เกิดภาพที่สวยงามจับใจ จนทำให้ใครๆก็ต้องหลงไหลมาค่ะ
มีการทำจุดให้นักท่องเที่ยวไปเดิน ถ่ายรูป ดูวิวทุ่งนาข้าวด้วยนะค่ะ
 เดี๊ยนมองดูวิวข้างบนไม่นาน ก็เดินลงบันใดของวัด มาที่มุมด้านล่าง
ซึ่งข้าวที่ทุ่งนานี้ เป็นข้าวกำลังตั้งท้องอ่อนๆ ผลิออกรวงข้าวสีเขียวอ่อน ดูอรชอนยิ่งนักเชียว 
หลังจากได้ไปทำบุญที่วัดภูเก็ตและชื่นชมวิวทุ่งนาสีเขียวอันเลืองลือชื่อแล้ว เดี๊ยนก็ขับมอเตอร์ลงมาเรื่อยเพื่อมุ่งไปฟาร์มเห็ดโฮมสเตย์ค่ะ เพื่อไปแกรนด์แคนยอน แต่เผอิญไปเจอร้านกาแฟริมทาง ร้านนึง ผู้คนมาเยือนร้านนี้ไม่ขาดสายเลย เลยขอแวะไปอุดหนุนสักหน่อยค่ะ อยู่ที่ร้านกาแฟบ้านไทลื้อติดกับร้านผ้าทอลำดวนค่ะ
เดี๊ยนเดินเข้าไปในร้าน กลิ่นกาแฟเนี่ยหอมคละคลุ้งไปทั่วเลยค่ะ ชวนให้คนที่มาเยือน ยิ่งอยากจะชิมรสกาแฟร้านนี้ยิ่งนักนะค่ะ แต่เสียดาย เดี๊ยนไม่ดื่มกาแฟค่ะ ก็เลยขอซื้อเครื่องดื่มเป็นชานมแทนค่ะ
เดี๊ยนเลยซื้อเครื่องดื่มเป็นชาเขียวนมดื่มแทนค่ะ แต่กาแฟกลิ่นยังหอมเต๊ะจมูก ถ้ามีเค้กกาแฟขายด้วย เดี๊ยนคงต้องนั่งทานเคลิ้มไปแล้วค่ะ
บรรยากาศในร้านก็มีกระท่อมให้เลือกนั่ง ดื่มชา กาแฟ ชมวิวทุ่งนา ให้ความรู้สึก ชิวๆ ฟินเว่อร์ค่ะ เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนริมทาง สำหรับคนที่ขับรถมาไกลๆแบบเดี๊ยนค่ะ ยิ่งขับมอเตอร์ไซต์ด้วย ปวดหลังสุดๆค่ะ เพราะต้องสะพายเป้มาด้วย เมื่อยหลังสุด หากได้มานั่งพักเอนกาย สะหยายผมโป่ง คงโล่งอกโล่งใจไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ
 ภายในร้านก็มีการตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศ ดูแนวๆเก๋ๆ มีสไตล์ดีค่ะ
 มีมุมให้เดินถ่ายรูปโน้นนี้นั้น ชิวๆไปเรื่อยเปื่อยค่ะ
บรรยากาศร้านกาแฟบ้านไทลื้อนี้ เริ่ดมากๆค่ะ เอาไปเลยค่ะ คะแนนความพึงพอใจ 5 ล้านดาวค่ะ

 อ๊ะ...ก่อนออกจากร้านใหนๆ ก็มาแล้ว เดี๊ยนเลยแวะเข้าไปอุดหนุนซื้อผ้าทอไทลื้อ เป็นของฝากให้ตัวเอง และคุณแม่หน่อยค่ะ ดูผ้างามๆทั้งนั้นเองค่ะ
ที่ร้านก็มีให้เลือกอยู่หลากหลายลายนะค่ะ งามแต้ๆเจ้า เอาไปตัดเป็นกระโปรงก็สวยเริ่ดเลอเว่อร์วังอลังการสะท้านโลกาค่ะ
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ออกจากร้านกาแฟบ้านไทลื้อ มุ่งหน้ามาตามป้ายบอกทางไป บ้านฟาร์มเห็ดโฮมสเตย์ค่ะ เป็นเนิ่นเขา ถนนหนทางก็ธรรมชาติสุดๆค่ะ บรรยากาศสองข้างทางล้อมไปด้วยต้นไม้ ดูร่มรืนยิ่งนักค่ะ
ในที่สุดก็ถึงแล้วค่ะ ฟาร์ดเห็ดบ้านหัวน้ำโฮมสเตย์  เป็นที่พักและร้านอาหาร ร้านนั่งพักดื่มชมวิวทิวทัศน์ ทุ่งนาที่ดึงดูดตานักท่องเที่ยวทั่วสารทิศให้มาเยือนฟาร์เห็ดแห่งนี้ได้ไม่น้อยเลย  เพราะที่พักให้นี้นอกจากบรรยากาศจะเริ่ดสะแมนแตนแล้ว ยังมีทางเดินลงไปชมแกรนแคนยอนเมืองปัว หรือที่คนที่นี้เรียกว่า วังศิลาแลงค่ะ
เดี๊ยนมาถึงร้านนี้ประมาณบ่ายโมงครึ่งคนยังนั่งกันเต็มร้านเลยค่ะ ใหนก็มาทั้งที เลยเข้าไปอุดหนุนชิมขนมปังอร่อยๆสักหน่อยค่ะ
เดี๊ยนเลยสั่งขนมปังแซนวิชทูน่าไปค่ะ ช่วงรอเลยสั่งชาจีนร้อนๆมาดื่ม จิบรับกับอากาศลมพักโชยเย็นๆ นั่งชิวๆ ฟิ่นเว่อร์ค่ะ
ทุ่งป่าไผ่และทิวสน ดูงามล้นยิ่งนักเชียว สีเขียวก็ชะอุ่มดูชุ่มชื่นรื่นกายใจ ให้หลงไหลในธรรมชาติแห่งบ้านพักนี้ไม่น้อยเลยค่ะ น่าเสียดาย ที่โฮมสเตย์ที่พักถูกจองเต็มตลอด เดี๊ยนเลยพลาดไม่ได้พักค่ะ เอาไว้โอกาศหน้านะค่ะ
 มาแล้วค่ะ เจ้าขนมปังแซนวิชทูน่า โอ้ลั๊นลาน่ากินยิ่งนักเชียว ตอนแรกคิดว่าเป็นขนมปังแผ่นๆ ที่ใหนได้ไม่ไช่เลย เป็นขนมปังแป้งฝรั่งเศส เอาทูน่ายัดใส้และเอาไปเข้าเตาอบ ดูกลิ่นหอมครุกรุ่น เตะจมูก ชวนน่าทานยิ่งนักเชียวค่ะ
พอได้ทานไปคำนึง เคี้ยวไปพอกรุบกริบ แตะลิ้นนุ่มละมุนแล้ว รสชาติก็อร่อยเริ่ดสะแมนแตนถูกปากเดี๊ยนมากๆค่ะ เนื้อแป้งด้านนอกกรอบไม่แข็งจนเกินไป ส่วนแป้งด้านในนิ่มนุ่มนวลละมุน ทานคู่กับทูน่ารสหวานโอชะพอดีกันยิ่งนักเชียว...อร่อยเริ่ดมากๆค่ะ เดี๊ยนให้ผ่าน เอาไปเลยค่ะ 5 ล้านดาวค่ะ
นั่งจิบชาไป ชมบรรยากาศทุ่งนา รับลมพัดเย็นๆ กับมุมนั่งพัก ช่วยผ่อนคลายอริยาบท จากการขับมอเตอร์ไซต์มาไกลๆได้ดีนักเชียวค่ะ
ภายในร้านตกแต่งได้น่านั่งน่านอนให้ความรู้สึกที่อบอุ่น เหมือนได้มาเยือนพักบนดอยสูงๆอะไรประมาณนั้นค่ะ เพราะรอบๆก็เขียงชะอุ่มไปหมดค่ะ ดูรื่นรมย์สบายตายิ่งนัก
หลังจากทานของว่างอิ่มแล้ว เดี๊ยนก็มีพลัง ที่จะเดินไปชมวังศิลาแลงแล้วค่ะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฟาร์มเห็ดแห่งนี้นะค่ะ ระยะทางเดินไปได้ประมาณ 600 เมตรค่ะ เป็นทางลงจากเนิ่นเขาจากที่พักไปค่ะ
ทางเดินเป็นเป็นบันใด มีรั่วไม้ไผ่ให้จับตอนลงจากเนินค่ะ
พอลงจากที่พัก ก็จะเป็นถนนลูกรังค่ะ เห็นสภาพถนนแล้วขอบว่า มันธรรมชาติสร้างมาเพื่อความเริ่ดสะแมนแตนมากๆค่ะ ต้องฝ่าดงพงถนนนี้ไปนะค่ะ ใครมีรถก็ขับรถมาได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องเดินแบบเดี๊ยน แต่ถ้าใครชอบลุยแบบเดี๊ยน ก็จัดไปโล๊ดเจ้า
มาถึงแล้วค่ะวังศิลาแลง จะเป็นฝ่ายน้ำล้นที่น้ำไหลมาจากป่าด้านในค่ะ ต้องเดินขึ้นเนิ่นเขาไปอีกก็จะถึงแกรนแคนย่อนเมืองปัวแล้วค่ะ
เดินตามป้ายเส้นทางไปเรื่อยๆนะค่ะ ให้อารมณ์เหมือนไปเดินป่าที่เขาใหญ่ อะไรแบบนั้นเลยค่ะ สดชื่นมากๆค่ะ
 ถึงแล้วค่ะ แกรนแคนย่อนเมืองปัว หรือ วังศิลาแลง ทางน้ำไหลผ่านที่กัดเซาะทำให้เกิดโขดหินขนาดใหญ่ คล้ายแกรนแคนย่อน คนที่นี้ก็เลยเรียกว่า แกรนแคนย่อนเมืองปัวค่ะ
เดี๊ยนมาถึง บรรยากาศที่นี้ เงียบสงบ วังเวง มิได้ครึนเครงแต่อย่างใด ได้ยินแต่เสียงน้ำไหล และนกป่าพนาไพร ร้องกึกก้องไปทั้งไพรี 
น้ำไหลเชี่ยวมากๆนะค่ะ เดี๊ยเห็นมีเชือกไต่ลงไปถ่ายรูปตรงขอบหินได้ หากอยากได้รูปสวยๆ แต่เดี๊ยนเห็นกระแสน้ำที่ไหลเชียวกราดแล้ว คงจะมิอาจต้านทานต่อสู้กับแรงของน้ำได้เป็นแน่แท้ค่ะ ถึงแม้ร่างอันอ้วนทึกของเดี๊ยนจะใหญ่พอจะสู้ได้ แต่เห็นกระแสน้ำที่ไหลแรง กระแทกเซาะแซง ดั่งวังน้ำวน หากได้หล่นไปคงพัดเดี๊ยนให้ตะเลิดไปไกลแน่เลย
เดี๊ยนใช้เวลาเที่ยวนั่งจิบน้ำชา และไป ชมแกรนแคนยอนอยู่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงได้แล้ว เวลาประมาณบ่าย 4 โมงเดี๊ยนก็เดินทางมายังโรงแรม ที่พักค้างคืนในอำเภอปัวคือ บ้านพักโฮมสเตย์บ้านตานงค์ ซึงได้จองและชำระเงินไปแล้วค่ะ คืนละ 500 บาท ไม่รวมอาหารเช้าค่ะ
เส้นทางไปโฮมสเตย์บ้านตานงค์ก็ธรรมชาติสุดๆเลยค่ะ เป็นทางเกวียนเหมือนสมัยก่อนค่ะ
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์หลงทางไปอีกทางนึกอยู่นาน หาป้ายจนเจอ ในที่สุดก็ถึงแล้วค่ะ โฮมสเตย์บ้านตานงค์ ค่ะ
เดี๊ยนเข้ามาติดต่อ เพื่อขอเช็คอินน์ ก็ได้พอกับเจ้าของที่พักเลยค่ะ แกชื่อตานงค์ การเข้าเช็คอินน์ที่นี้ก็ง่ายๆ แจ้งชื่อ รอรับกุญแจ เดี๊ยนเค้าพาไปห้องพักค่ะ ไม่ต้องเขียนชื่อเช็คอินน์ ถ่ายสำเนาอะไรทั้งนั้น ง่ายๆ แนวๆโฮมสเตย์ค่ะ

เอ่อ...แต่คุณลุงบอกว่า ห้องพักของเดี๊ยนที่จองไว้ อยู่อีกที่นึงนะค่ะ ห่างออกไปประมาณ 1 กิโล อยู่บนเนินเขา เนื่องจากที่พักโซนวิวทุ่งเต็ม ก็เลยได้ไปพักที่โซนไผ่โอบแทนค่ะ เป็นห้องพักโซนที่พึ่งเปิดใหม่ บรรยากาศก็วิวสวยดีไม่แพ้โซนวิวทุ่งนาเลยค่ะ
...บรรยากาศที่พักก็เริ่ดมากๆนะค่ะ เป็นที่พักกลางทุ่งนาข้าวสีเขียวกำลังตั้งท้องเอนอ่อนออกร่วง มองไปทางใหนก็เขียวชะอุ่มชุ่มสายตา เย็นซ่าบซ่าคณานับค่ะ
 บรรยากาศทุ่งนา กับวิวภูเขาก็สวยงามเว่อร์วังอลังการมากๆค่ะ 
บรรยากาศที่พักโซนวิวทุ่งนาค่ะ
หน้าห้องพักโซนวิวทุ่งนาค่ะ
 คุณตานงค์ ขับมอเตอร์ไซต์นำหน้าพาเดี๊ยนออจากที่พักโฮมสเตย์ตรงบ้านวิวกลางทุ่ง พามาที่เนิ่นป่าไผ่ มีกระท่อมที่พักอยู่ 2 หลังค่ะ แกบอกว่าพึงเปิดบริการได้ไม่นาน บรรยากาศที่นี้ก็ดีเหมือนกันนะค่ะ ใน 1 หลังแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องละ 500 บาทค่ะ...ถูกมากๆค่ะ
บรรยากาศที่พัก ด้านหน้าเป็นระเบียงมองเห็นวิวทุ่งนา สวยไม่แพ้โซนบ้านกลางทุ่งเลยค่ะ
 ภายในห้องพักยังดูใหม่เลยค่ะ ห้องนอน มีทีวี ตู้เย็น แอร์ ห้องน้ำในตัวครบครันนะค่ะ
 มีเครื่องทำน้ำอุ่น
มีผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัวให้ค่ะ
น้ำดื่มก็มีให้เป็นเหยือกเลยนะ
 มองออกด้านนอกก็จะเป็นวิวภูเขา และวิวทุ่งนา ลมพัดโชยเย็นดีมากๆค่ะ
มีระเบียงนั่งรับลม ทานข้าว ชมวิวทิวทัศน์ นั่งพักสมอง ไม่ต้องประลองปัญญาที่ใหน คิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย สมองจะได้เฉื่อยบ้างก็ดีค่ะ
เวลาใกล้จะพลบค่ำแล้วค่ะ บรรยากาศที่นี้ ยิ่งเงียบสงัด ลมพัดโชยเย็นดียิ่งนักค่ะ อากาศดีมากๆ
 ได้เวลาทานอาหารเย็นแล้วค่ะ...ลืมบอกไปนะค่ะ หากมาพักที่นี้ไม่มีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆนะค่ะ หากมาพักที่นี้ ก็ซื้ออาหารมาจากตัวเมืองปัวมาทานได้เลยค่ะ เดี๊ยนก็จัดไปเลยค่ะ กับข้าวมื้อนี้ ภัตตาคารบ้านทุ่งหรูหราเลยนะค่ะ มีทั้งไก่จ๊อห้าล้านดาว ข้าวหลามไส้สังขยา ส้มโอ ข้าวเหนียวจิ้มทานกับยำหน่อขี้เหล็กเป็นอาหารเหนือแบบบ้านๆ และที่ขาดไม่ได้ถึงความหรูหราคือ อะโวคาโดค่ะ เดี๊ยนซื้อช่วยชาวบ้านที่ขายริมทางค่ะ
รสชาติภัตตาคารบ้านทุ่ง มื้อถึงจะดูไม่น่าทาน แต่รสชาตินั้นอร่อยเริ่ดลำเลอค่า มีประโยชน์นานับอนันต์เลยค่ะ......

หลังจากเดี๊ยนทานอาหารอิ่มแปร พุงก็เริ่มกาง หนังตาเริ่มหย่อน เดี๊ยนก็รีบเข้าไปอาบน้ำเลยค่ะ เพราะรู้สึกง่วงมากๆเลย ก่อนจะเข้านอนเก็บแรงไว้เที่ยววันต่อไปค่ะ จบไป 1 วันค่ะ
-----------------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 22 ก.ย.2559 เดี๊ยนตื่นแต่เช้าตรู่เลยค่ะ มานั่งดูสายหมอก สูดอากาศยามเช้า กับแดดทอแสงรำไร เป็นอีกวันที่ฝนไม่ตกค่ะ อากาศดี๊ดีค่ะ ว้า...ไม่ได้ใส่เสื้อกันฝนและกางร่มอีกล่ะ อุตสาห์หอบมาด้วยนะค่ะ
อากาศตอนเช้า กับสายหมอกบางตอนเช้า อากาศเย็นๆไม่หนาวมาก ดูสดชื่นยิ่งนักค่ะ
กิ่งไผ่โอนเอนเอียง ที่หน้าระเบียง เอนอ่อนเอียง รับแสงแดดทอเรไร งามเลิศล้ำวิไลยิ่งนักเชียวค่ะ
เดี๊ยนตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันตอนเช้าเสร็จเลยแวะลัดเลาะไปตามทุ่ง เดินตามคันตา ชมทุ่งนาข้าวสีเขียวขจี ดูรื่นรมย์ฤดียิ่งนัก ถือเป็นการเดินออกกำลังกายยามเช้าไปในตัวที่ดีทีเดียวเลยค่ะ
ข้าวทุ่งนาสีเขียวอ่อนกำลังออกร่วงข้าวอ่อน รอสุกงอมให้เหลือง คงอีกไม่กี่เดือนนัก หากข้าวสุกงอมคงเป็นสีเหลืองทองเรืองรอง ผุดผ่องเป็นยองใย ไปทั่วทั้งทุ่งนาผืนนี้เป็นแน่แท้ค่ะ
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่พักของโฮมสเตย์บ้านตานงค์ ก็มีจุดชมวิวสวยๆน่าไปพักค้างคืนและไปชมวิวอีกแห่งนั้นคือ ม่อนปัวโฮมสเตย์ค่ะ
เป็นที่พักอยู่บนเนิ่นเขา สามารถมองเห็นวิวทุ่งนาและหมู่บ้านในระแวกได้อย่างสวยงามทีเดียวค่ะ เดี๊ยนมีโอกาสแวะไป เลยขอมารีวิวแนะนำ ที่พักที่ม่อนปัวโฮมสเตย์ แห่งนี้ให้สำหรับคนรักธรรมชาติได้ลองมาพักค้างคืนกันดูสักคืนค่ะ...พอดีได้เจอกับเจ้าของที่พัก ก็ต้อนรับบริการอย่างดี ตอนแรกเดี๊ยนคิดว่าจะมีร้านกาแฟบนที่พักนี้เสีย แต่ไม่มีร้านกาแฟนะค่ะ แต่คุณเจ้าของที่พักก็ใจดี บอกว่าสามารถนั่งดื่มชา กาแฟ โอวัลตินของที่พักได้ฟรีเลยค่ะ ใจดีมากๆค่ะ
 ที่พักเป็นเนิ่นม่อน ทำคล้ายกับม่อนแจ่ม ที่เชียงใหม่เลยค่ะ แต่บรรยากาศที่นี้ ดูเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับพักผ่อนมากๆค่ะ รอบๆที่พักเป็นสวนผลไม้ ต้นลำใย ต้นฝรั่ง ต้นกาแฟ ดูเงียบสดชื่นสบาตามากๆค่ะ
 มีกระท่อมให้นั่งพักผ่อนสำหรับหมู่คณะ
มีระเบียงเดินออกไปเป็นจุดชมวิวทุ่งนา สวยงามมากๆค่ะ 
หากใครมีโอกาศลองแวะมาพักค้างคืนที่ ม่อนปัวโฮมสเตย์ดูนะค่ะ 
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ออกจาก ม่อนมัวโฮมสเตย์ แวะเข้ามาที่บ้านตานงค์โฮมสเตย์อีกครั้ง เพื่อมาทานอาหารเช้าค่ะ อาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมูร้อนๆ ราคาถ้วยละ 30 บาท ไม่อิ่มเติมได้ค่ะ นั่งกินชมวิวทุ่งนา อร่อยซ่าบซ่า สดชื่นรืนฤทัยยิ่งนักแลค่ะ
อาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมูร้อนๆ ราคาถ้วยละ 30 บาท ไม่อิ่มเติมได้ค่ะ นั่งกินชมวิวทุ่งนา อร่อยซ่าบซ่า สดชื่นรืนฤทัยยิ่งนักแลค่ะ 
เวลาประมาณ 10 โมง เดี๊ยนได้ทำการเช็คเอาท์ออกจากที่พักบ้านตานงค์ เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติดอยภูคาค่ะ แต่ก่อนจะไป เผอิญได้แวะผ่านพระธาตุจอมแจ้ง เลยแวะมาสักการะ ทำบุญเป็นสิริมงคลสักหน่อยค่ะ
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ ขึ้นมาไหว้พระธาตุค่ะ บรรยากาศข้างบนพระธาตุเงียบมากๆค่ะ เห็นองค์พระธาตุสีทององขนาดเล็ก ทรงดูเอียงๆหน่อย เป็นพระธาตุศูนย์ร่วมใจของคนระแวกนี้ เหมาะสำหรับมากราบไหว้ค่ะ ใครจะแวะไปอุทยานแห่งชาติดอยภูคา หรือมาพักที่อำเภอปัว ก็แวะมาพักสักการะได้นะค่ะ
เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์ แว๊นๆ ออกจาก พระธาตุจอมแจ้ง มุ่งหน้าขับลัดเลาะไต่เขาเพื่อไปชมธรรมชาติ และวิวทิวทัศน์บนอุทยานแห่ชาติดอยภูคา ระยะทางร่วม 34 กิโลเมตรค่ะ
ตลอดเส้นทางเดี๊ยนก็แวะพัก ชมวิวทิวทัศน์ หุบเขาเหลาดอยสีเขียว ธรรมชาติ พฤษาพนาไพร ลัดเลาะไต่ไปตามเขาอันเงียบสงัด กับสภาพอากาศดี๊ดี ลมก็พัดเย็นสบาย รื่นกายยายิ่งนักค่ะ
 ขับมอเตอร์ไซต์มาเหนื่อย เมื่อยก็แวะพักค่ะ
เส้นทางตลอดการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ก็ไม่ได้ชันมากค่ะ ขับไปเรื่อยๆ ขึ้นเขา ลงเขา ไต่ลง สดับตรับฟังหมู่นกกาจิ๊งหรีดร้องฮู้ลั๊นลา แสนซ่าบซ่ายิ่งนักเชียว
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ขับรถมาไม่นานนักก็ถึงแล้วค่ะ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา แหล่งท่องเที่ยวดึงดูตาและตราตรึงใจ นักท่องเที่ยวให้มาเยือนดอยแห่งนี้ไม่ขาดสาย โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมพาพันธุ์ ถือเป็นเทศกาลดอยชมพู ภูคาบานสะพรั่ง สวยงามดั่งบุปผาบนสรวงสวรรค์ ที่พร้อมกันเบ่งบาน เด่นตระหง่านบนผืนดอยแห่งนี้ ซึ่งเป็นต้นที่เห็นได้เฉพาะในอุทยานแห่งชาตินี้เท่านั้นค่ะ
แวะผ่านลานดูดาว เลยขอไปนั่งสกาวพราวเดือน ชมวิวที่ลานดูดาวสักหน่อยค่ะ
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 94 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2542 มีเนื้อประมาณ 1,065,000 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8 อำเภอ ของจังหวัดน่าน คือ อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม และอำเภอบ่อเกลือ ครอบคลุมบริเวณเทือกเขาดอยภูคา มีจุดสูงสุดคือยอดดอยภูคาที่สูง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ยังมีดอกชมพูภูคาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายากและมีที่แห่งนี้ที่เดียวในประเทศไทย ต้นเต่าร้างยักษ์ ป่าดึกดำบรรพ์ น้ำตกต้นตอง น้ำตกภูฟ้า น้ำตกวังเปียน น้ำตกตาดหลวง พิชิตยอดดอยภูแว ชมถ้ำยอดวิมาน และถ้ำผาฆ้อง
ขอบพระคุณข้อมูลจาก สารานุกรมเสรีวิกีพีเดีย (https://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)

ลานดูดาวแห่งนี้ ถือเป็นลานที่เหมาะสำหรับมากางเต้นท์นอน ยิ่งในช่วงฤดูหนาวๆ ฟินเว่อร์ค่ะ 
บรรยากาศวิวทิวทัศน์ตรง เนินศาลาหอดูดาว อากาศเย็นสบายมากๆค่ะ ไม่หนาวและก็ไม่ร้อน สดชื่นมากๆ จนไม่อยากจะหนีกลับกรุงเทพ อยากจะนั่งปลีกวิเวก ร้องเพลงเอ๊กอีเอ๊กเอ๊กต่อค่ะ 
 เมื่อมาถึงอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เดี๊ยนก็ขัยมอเตอร์ไซต์ เดินทางไปยังจุดชมวิว ซึ่งระยะทางห่างจากอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 8 กิโลค่ะ โดยได้แวะผ่านตำหนักเจ้าหลวงภูคา เลยแวะไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลค่ะ
 ต้นชมพูภูคา ดอกไม้ประจำอุทยานแห่งชาตินี้
ป้ายบอกต้นชมพู ภูคา ไม่รู้ต้นใหนนะค่ะ เห็นมีผ้ามาผูกไว้ที่ต้นด้วย น่าจะเป็นต้นที่ผูกนั้นเสียกระมัง
เดี๊ยนขับมอเตอร์วนไต่เขาจากลานดูดาว มาอีก 4 กิโลเมตร ก็ถึงจุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแล้วค่ะ อากาศลมพัดเย็นสบาย บรรยากาศดีเริ่ด เงียสงบ ไม่วุ่นวาย มีนักท่องเที่ยวอยู่บนจุดนี้แค่ 2-3 คนได้ค่ะ
มองเห็นวิวทิวทัศน์ของหุบเขาสลับซับซ้อน แต่ไม่ซ่อนเงื่อน และป่าดงพงษาพนาไพรกว้างไกลไพศาล สุดขอบจักรวาล อันอุดมสมบูรณ์ เขียวชะอุ่มชุ่มชื่น ดูรื่นรมย์ สุขสมอุรายิ่งนักแล
มองเห็นวิวทิวทัศน์ของหุบเขาสลับซับซ้อน แต่ไม่ซ่อนเงื่อน และป่าดงพงษาพนาไพรกว้างไกลไพศาล สุดขอบจักรวาล อันอุดมสมบูรณ์ เขียวชะอุ่มชุ่มชื่น ดูรื่นรมย์ สุขสมอุรายิ่งนักแล..

และระยะทางจากจุดชมวิวนี้ไปอำเภอบ่อเกลือก็อีกแค่ 15 กิโลเมตรค่ะ แต่เดี๊ยนก็ไม่ได้ไปค่ะ เพราะกำลังเห็นเส้นทางลงเนินเขาไปอำเภอบ่อเกลือกำลังปรับปรุงอยู่หลายเส้นทาง เกรงจะใช้เวลาอีกนาน ก็เลยย้อนขับมอเตอร์ไซต์ลงจากอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มุ่งหน้าไปที่อำเภอปัวค่ะ

ระหว่างทางที่เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ลงจากดอยภูคาเพื่อมุ่งหน้าไปอำเภอปัว ก็ได้แวะผ่านเห็นตลาดชุมชม หมู่บ้านไทลื้อร้องแงค่ะ เดี๊ยนเลยชะแว๊ปแวะเข้าไปหาอะไรทานในตลาดริมทางหมู่บ้านนี้ค่ะ
 ใหนๆก็แวะชะแว๊ปมาแล้ว เวลาก็จะบ่ายโมงแล้ว ยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงเลย เดี๊ยนเลยจัดไปเลยค่ะ ขนมจีนน้ำยา อร่อยล้ำขนาดเจ้า
 ตามมาด้วยส้มตำโคราชจ้า มาถึงภาคเหนือกะมีส้มตำไทยใส่ปลาร้า เขาอู้กันว่า ตำโคราช ก็ล้ำแต้ๆเจ้า
 ตามด้วยไข่ปาล์ม อร่อยดี
ตบท้ายด้วยของหวาย เป็นขนมฝักทองเป็นชิ้นสุดท้าย ทานไปรอบนี้อิ่มไปถึงเย็น แถมน้ำหนักเพิ่มพรวดหลายเท่าเลยค่ะ 
 พอทานอาหารเสร็จ คนในชุมชนก็แนะนำให้ไปดูผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านไทลื้อค่ะ
 เดี๊ยนเลยถือโอกาส เดินย่อยอาหาร เข้าไปชมห้องนิทรรศการหมู่บ้านร้องแงค่ะ ซึ่งในห้องก็จะรวบรวมบอกเล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตชาวไทลื้อ ทั้งการประเพณี วัฒนธรรม และเครื่องแต่งกาย ไว้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ
ภายในห้องนิทรรศการค่ะ สีแดงแป๊ดเชียวค่ะ

 จากนั้นก็ไปชมเฮือนไทลื้อบ้านร้องแง หรือบ้านจำลองของชาวไทลื้อค่ะ
 ซึ่งได้จัดทำเป็นศูนย์วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่่ยวเพื่อชุมชนค่ะ
ภายในเฮือนไทลื้อ ก็จะแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างภายในบ้านไทลื้อให้ชมค่ะ 
และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือหากมาที่วัดนี้แล้ว ต้องแวะไปชมวิหารวัดไทลื้อค่ะ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่ง มีอายุหลายร้อยปีทีเดียวค่ะ
วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่อายุหลายร้อย อยู่คู่หมู่บ้านแห่งนี้มานานค่ะสร้างตั้งปี พ.ศ. 2310 เลยค่ะ...เดี๊ยนเลยถือโอกาสแวะไปสักการะพระพุทธรูปประจำวัดแห่งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลค่ะ
หลังจากที่เดี๊ยนได้พักรับประทานอาหารเที่ยง และไหว้พระเสร็จแล้วนะค่ะ ก็ได้เพลาอันสมควรที่จะต้องอำลาเมืองปัว ขับมอเตอร์ไซต์เดินทางกลับเมืองน่านแล้วค่ะ ระยะทางจากหมู่บ้านร้องแงเข้าเมืองน่าอีก 63 กิโลเมตรค่ะ 
ระหว่างทางขับรถมาถึงกิโลเมตรที่ 20 ก่อนจะถึงเมืองน่าน รู้สึกขับรถมาเริ่มปวดเมื่อยแล้วค่ะ ก็เลยขอแวะเข้าไปที่หอศิลป์ริมน่าน เป็นสถานที่ท่องเที่ยดึงดูดตาและตราตรึงใจอีกแห่ง สำหรับคนรักศิลปะ มาที่นี้เพื่ออยากจะนั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ และชมภาพศิลปะสวยๆ จะได้เกิดแรงบันดาลใจค่ะ
ค่าธรรมเนียมเข้ามาชมรูปภาพศิลปะที่หอศิลป์แห่งนี้เพียงแค่ 20 บาทเองค่ะ
ภายในการจะจัดแสดงภายวาดสวย ภาพแปลกตา เข้าไปเดินดู บรรยากาศก็ สงบเงียบ เยือกเย็น นั่งครุ่นคิดพิจารณาการใช้สีภาพ และจินตนาการที่ล้ำเลิศเลอค่าของผู้วาดรูป ที่สื่อออกมาให้เห็นถึงสีสันของห้วงชีวิต ความนึกคิด และจิตวิญญาณ สุดแสนจะเว่อร์วังอลังการ เลอล้ำค่ายิ่งนักเชียวค่ะ 
ภายในการจะจัดแสดงภายวาดสวย ภาพแปลกตา เข้าไปเดินดู บรรยากาศก็ สงบเงียบ เยือกเย็น นั่งครุ่นคิดพิจารณาการใช้สีภาพ และจินตนาการที่ล้ำเลิศเลอค่าของผู้วาดรูป ที่สื่อออกมาให้เห็นถึงสีสันของห้วงชีวิต ความนึกคิด และจิตวิญญาณ สุดแสนจะเว่อร์วังอลังการ เลอล้ำค่ายิ่งนักเชียวค่ะ
หลังจากได้เดินดูภาพวาดสวยๆ ก่อให้เกิดจินตนาการล้ำเลิศแล้ว เดี๊ยนก็เดินออกมาที่มุมร้านค๊อฟฟี่ช๊อปค่ะ มีมุมให้นั่งดื่มชา กาแฟ ชิวๆ บรรยากาศดีเริ่ดสะแมนแตนมากค่ะ 
 ภายในร้านเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง มีจัดตกแต่งภายในอย่างดี มีสไตล์ น่านั่งมากๆค่ะ
เดี๊ยนเลยเข้าไปนั่งด้านในค่ะ ตอนแรกกะว่าจะสั่งชามาดื่ม แต่อากาศตอนบ่ายค่อนข้างร้อน เดี๊ยนเห็นมีน้ำดื่มสมุนไพรจากผลหม่อน เลยสั่งมาดื่มแทนน้ำชาดีกว่าค่ะ 
 ภายในร้านก็มุมนั่งชิว ชมวิวแม่น้ำฟินดีนะค่ะ บรรยากาศดีเริ่ดมากๆค่ะ แถมเครื่องดื่มราคาไม่แพงด้วยค่ะ 35 บาทเอง เริ่ดมากๆ เหมาะสำหรับคนชอบเที่ยวเดินทาง แวะกิน แวะเที่ยว ก็มาพักผ่อนชมภาพศิลปะที่เร้าอารมณ์ และมานั่งจิบชากาแฟให้สวยสมที่หอศิลป์ริมน่านดู เริ่ดสะแมนแตนจริงๆค่ะ
 อ๊ะ...ภายในร้านค๊อฟฟี่ช๊อปนี้ อากาศเย็นดีนัก เจ้าแมวน้อย 2 ตัวนี้ นอนหลับปุ๋ยไม่รู้สึกตัวเลยอ่ะ
ดูอีเจ้าเหมียวสีขาวตัวนี้สิค่ะ มันนอนตะแคงหน้าให้เดี๊ยนกดชัตเตอร์แชะ แชะ เสียออกจะอย่างดัง แต่มันก็ไม่ยอมตื่นสักที แหม่ะ...หลับดีจริงๆเลย ไม่รู้ไปทานยานอนหลับมาหรือเปล่าน๊า..

ค่ะ..และหลังจากที่เดี๊ยนได้ไปเดินชมภาพศิลปะสวยๆ ที่หอศิลป์ริมน่านไม่นานนัก แหงนดูนาฬิกาในข้อมือ ว้ายตายแล้ว...จะ 5 โมงเย็นแล้วเหรอเนี่ย เดี๊ยนเลยสตาร์ทรถออกจากหอศิลป์ริมน่าน แว๊นมอเตอร์ไซต์เข้าไปที่เมืองน่านค่ะ

เนื่องจากเดี๊ยนเช่ามอเตอร์ไซต์  2 วันค่ะ แผนท่องเที่ยวช่วงเย็นในเมืองน่าน ในช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ย.นี้ เดี๊ยนก็เลยจะไปไหว้พระที่วัดดังที่อยู่ไกลออกจากตัวเมืองค่ะ โดยแวะไปวัดพระธาตุเขาน้อย และวัดพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดน่านนาเนิ่นนาน ใหนๆมาทั้งที ต้องแวะไปให้ได้ค่ะ
ตอนเวลาช่วงเย็น เดี๊ยนก็แว๊นมอเตอร์ไซน์ ดูแผนที่ตามจีพีเอสไปด้วย เพื่อเดินทางไปวัดพระธาตุเขาน้อยค่ะ ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียง เคยเห็นตามภาพนิตยสาร และสื่อท่องเที่ยวต่างๆในอินเตอร์เน็ต เดี๊ยนเลยขอมาเยือนไหว้พระวัดนี้สักครั้งค่ะ
 จุดชมวิวทิวทัศน์ของวัดนี้ คงเป็นพระพุทธรูปปางยืนหันหน้าไปยังเมืองน่านนะค่ะ
เดี๊ยนเลยเดินลงไปกราบสักการะ และยืนดูวิวทิวทัศน์ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั่วเมืองน่านเลยค่ะ เดี๊ยนใช้เวลาอยู่ที่วัดแห่งนี้ไม่นาน ก็เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายของวันนี้แล้วค่ะ นั้นก็คือ พระธาุตแช่แห้ง
ระหว่างทางขับรถมอเตอร์ไซต์จะไปพระธาตุแช่แห้ง ก็แวะผ่านแม่น้ำน่านด้วยค่ะ อากาศยามเย็นที่เมืองน่านอากาศดีมากๆค่ะ
เดี๊ยนขับรถมอเตอร์จากเมืองน่านมาที่พระธาตุแช่แห้งระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรค่ะ ซึ่งวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดคู่บ้านคู่เมืองน่าน ใครที่แวะมาเมืองน่านก็ไม่พลาดต้องแวะมาสักการะพระธาตุองค์นี้ค่ะ ภายในวัดช่วงเย็นๆตอนเวลาจะ 6 โมงเย็นได้กระมังค่ะ ภายในอุโบสถก็ได้ยินเสียงพระกำลังทำวัตรเย็นค่ะ
ภายในวัดช่วงเย็นๆตอนเวลาจะ 6 โมงเย็นๆได้กระมังค่ะ ภายในอุโบสถก็ได้ยินเสียงพระกำลังทำวัตรเย็นด้วยค่ะ ยิ่งเพิ่มความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ให้สถานที่แห่งนี่ยิ่งนักค่ะ

พระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง  วัดพระธาตุแช่แห้ง หมู่ 3 บ้านหนองเต่า ตำบลม่วงตี๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เดิมเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ประดิษฐานอยู่ ณ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เป็นสีทองสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนื่องจากสูงถึง 2 เส้น เป็นอนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต
ขอขอบพระคุณสารานุกรมเสรี wikipedia ค่ะ https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระธาตุแช่แห้ง
วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง อ.ภูเพียง จังหวัดน่าน
และหลังจากที่เดี๊ยนได้เดินทาง ตะวันก็ลับขอบฟ้า เดี๊ยนก็เดินทางกลับเข้ามาในตัวเมืองน่าน เพื่อเข้ามาเช็คอินน์เข้าพักที่โรงแรมในเมืองน่านค่ะ ซึ่งได้ทำการจองไว้แล้ว สำหรับที่พักคืนนี้ เดี๊ยนพักค้างคืนที่ เฮือนช้างเผือก เป็นโรงแรมเปิดใหม่ พึ่งเปิดได้ 1 ปีเองนะค่ะ ก็เลยอยากจะมาเจิมประเดิมพักค้างสักคืนค่ะ
สำหรับที่พักคืนนี้ เดี๊ยนพักค้างคืนที่ เฮือนช้างเผือก เป็นโรงแรมเปิดใหม่ พึ่งเปิดได้ 1 ปีเองนะค่ะ ก็เลยอยากจะมาเจิมประเดิมพักค้างสักคืนค่ะ 
โรงแรมเฮือนช้างเผือก เป็นที่พักแนววินเทจ บูติคเล็กๆ มี 15 ห้องเองค่ะ อยู่ติดริมถนนใหญ่ ทางไปอำเภอปัวเลย และที่สำคัญอยู่ใกล้สนามบินมากๆค่ะ ราคาที่พักคืนละ 690 บาทรวมอาหารเช้า สำหรับห้องธรรมดา เป็นที่พักแบบบ้านไม้ทั้งหลังเลยนะค่ะ ตกแต่งดูดีมีสไตล์กิ๊บเก๋ยูเรเก้ มากๆค่ะ มีมุมถ่ายรูปโน้นนี้นั้น ให้อารมณ์เหมือนได้มาพักบ้านไม้เก่าสมัยยุค 60 ประมาณนั้นนะค่ะ หากใครนึกไม่ออก เหมือนไปนอนพักบ้านริมแม่น้ำในอำเภอเชียงคาน อะไรประมาณนั้นนะค่ะ  
เข้าไปเช็คอินน์ ชำระค่าที่พักคืนละ 690 บาทค่ะ ตอนแรกจะจองผ่านทางอะโกด้านะค่ะ ไปเช็คราคาที่โรงแรมกับเว็ปอะโกด้า แอบงงค่ะ เพราะราคาที่ติดต่อผ่านโรงแรมโดยตรงถูกกว่าอะโกด้าเสียอีก เดี๊ยนก็เลยจองผ่านโรงแรมโดยตรงดีกว่าค่ะ  
พอเช็คอินน์ได้กุญแจแล้ว พนักงานก็พาเดี๊ยนไปห้องพักค่ะ เป็นห้องธรรมดา อยู่ด้านหลังค่ะ 
พนักงานที่นี้แจ้งว่า ห้องแบบธรรมดา พึงสร้างต่อเติมต่อจากตัวไม้เก่าหลังเดิมค่ะ  ทางเดินบันใดขึ้นที่พัก ตกแต่งดูดีมากๆค่ะ
ห้องพักแบบธรรมดา ที่เฮือนช้างเผือกน่าน สำหรับพักคืนนี้ค่ะ ห้องพักตกแต่งดูดีเข้ากับที่พักค่ะ มีสไตล์ แนวๆเก๋ๆ สะอาดสะอ้าน น่าพักมากๆค่ะ ขนาดประมาณ 18-20 ตร.ม.ได้กระมังค่ะ ไม่แคบจนเกินไป กำลังพอดีค่ะ แต่ติดตรงที่ ไฟค่อนข้างสลัวมากๆค่ะ ดูเค้าจะตกแต่งให้เข้ากับสไตล์ที่พัก ไฟเลยไม่ค่อยสว่างจ้าค่ะ มีไฟอยุ่ดวงเดียวติดตรงผนัง เป็นไฟโทนสีเหลืองหน่อย ทำให้ห้องดูมืดไปหน่อยค่ะ ส่วนอย่างอื่นเริ่ดมากๆค่ะ
ภายในห้องพักเป็นห้องแอร์ มีทีวี ตู้เย็น น้ำดื่มฟรี ผ้าขนหนู มีรองเท้าสลิปเปอร์ใส่ในห้องด้วยนะค่ะ ฟรีอินเตอร์เน็ต Wifi ค่ะ
ห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านมากคะ ขนาดห้องเล็กๆ มีเครื่องทำน้ำอุ่น และ amenity ให้ครบค่ะ
 และหลังจากที่ได้ทำการเช็คอินน์ เข้าที่พักเรียบร้อยแล้วนะค่ะ ก็ได้เวลามาดินเนอร์รอบเย็นแล้ว ต้องไปตะลอนหาของอร่อยๆทานในเมืองน่านค่ะ เดี๊ยนได้รับคำแนะนำจากที่พัก หากอยากทานอาหารเหนืออร่อย แซ่บๆ ล้ำๆแบบขนาดนัก ต้องมาแวะร้านนี้ค่ะ ร้านเฮือนฮ่อมค่ะ อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ๆแถววัดภูมินทร์ และพิพิธภัณฑ์เมืองน่านเลยค่ะ
 อาหารดินเนอร์มื้อนี้ จัดไปค่ะ ข้าวผัดพริกหนุ่มมีเครื่องเคียงเป็นพักและแค๊บหมู และแกงแคไก่บ้านมาเป็นโถใหญ่เลยค่ะ
พอได้ชิมและทานดูแล้ว อร่อยมากๆค่ะ โดยเฉพาะแกงแคไก่บ้าน รสชาติอาหารล้ำแต้ๆเจ้า เผ็ดจี๊ดกำลังดี ส่วนข้าวผัดพริกหนุ่มรสชาติก็โอเคค่ะ แต่ดูแฉะไปหน่อยค่ะ ปกติ หากจะทานข้าวผัดต้องผัดข้าวให้แห้งจริงๆ ข้าวร่วนๆถึงจะอร่อย แต่อันนี้อาจจะเป็นสไตล์ข้าวผัดแบบเหนือค่ะ แต่กว่าจะทานหมดใช้เวลาพอสมควร เพราะแกงแคก็ให้มาเยอะมากๆ แถมข้าวผัดน้ำพริมหนุ่มก็มีเครื่องเคียงให้ด้วย อิ่มจนพุงปลิ้นเลยค่ะ อ้วนอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเพิ่มน้ำหนักเข้าไปใหญ่เลย

ค่าเสียหายมื้อนี้ ข้าวผัดน้ำพริมหนุ่ม 60 บาท แกงแคไก่ รสชาติอาหารร้านนี้ก็ล้ำแต้ๆเจ้า เดี๊ยนให้ผ่าน 5 ล้านดาว
หลังจากที่ได้ทานอาหารดินเนอร์ ก็แวะกลับเข้าที่พัก หลังจากที่เมื่อยขับรถขึ้นไปจุดสูงสุดบนดอยภูคาและแว๊นมอเตอร์ไซต์เข้ามาในเมืองน่านอีกก็เพลียสุด แต่ก็สนุกสุขสมอุราฮู้ลั๊นลามากๆ ..... ก่อนจะเข้าบรรทม ลมตัวลงนอนนิมิตรฝันดีบวกร้ายตลอดคืนค๊า
--------------------------------------------------------------------------------------------------
 เช้าตรู่วันที่ 23 ก.ย.เป็นวันสุดท้ายของการได้ตะลอน ท่องเที่ยวเมืองน่านแล้วค่ะ สำหรับวันสุดท้ายนี้ เดี๊ยนกะว่าจะปั่นจักรยานเที่ยวในตัวเมืองน่านแบบชิวๆไปเรื่อยค่ะ
 มาทานอาหารเช้าเติมพลังกันก่อนนะค่ะ..สำหรับโซนทานอาหารเช้าที่โรงแรม เฮือนช้างเผือกนี้นะค่ะ ก็จัดให้ทานด้านบนค่ะ เป็นบ้านไม้เปิดโล่ง อารมณ์เหมือนไปนั่งร้านก๋วยเตี๋ยวค่ะ แต่ตกแต่งดูดี มีไสต์มากๆค่ะ
อาหารเช้าที่นี้ก็จะมีข้าวต้มและอาหารสไตล์อเมริกันให้ทานค่ะ  ส่วนเครื่องดื่มก็มีชา กาแฟ โอวัลติน ขนมปัง ให้บริการด้วยตัวเองค่ะ
 
 ระหว่างรออาหารเช้า เดี๊ยนก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย บรรยากาศตอนเช้า อากาศดีมากๆค่ะ ฟ้าสร่างสดใสแพรวสุขสกาวรุ่งโรจน์ช่วงโชติชัชวาลย์ยิ่งนักค่ะ
ระหว่างรออาหารเช้า เดี๊ยนก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยในโซนร้านอาหาร ที่ตกแต่งเข้ากับที่พักได้อย่างลงตัว ดูดีมีสไตล์ น่าจะถูกใจคนชอบพักแนวๆนี้ไม่น้อยนะค่ะ เป็นบ้านไม้เก่าๆแนววินเทจ เก๋ๆ มีมุมถ่ายรูปโน้นนี้นั้น นั่งชิวๆ ฟินเว่อร์ค่ะ....ส่วนบรรยากาศตอนเช้า อากาศดีมากๆค่ะ ฟ้าสร่างสดใสแพรวสุขสกาวรุ่งโรจน์ช่วงโชติชัชวาลย์ยิ่งนักค่ะ  
ส่วนบรรยากาศตอนเช้าในเมืองน่านวันที่ 23 ก.ย.นี้ อากาศดีมากๆค่ะ ฟ้าสร่างสดใสแพรวสุขสกาวรุ่งโรจน์ช่วงโชติชัชวาลย์ยิ่งนักค่ะ 
อาหารเช้ามาแล้วค่ะ เป็นชุดอเมริกันเล็กๆ มีข้าวเหนียวหน้าสังขยา มีเครื่องดื่มข้าวมอสต์และน้ำดื่ม แค่นี้ก็อิ่มแล้วค่ะ เพราะทานข้าวเมื่อคืนก่อนนี้ ยังรูสึกแน่นทานอยู่เลยค่ะ มื้อเช้านี้เดี๊ยนเลยจัดมื้อเบาๆกับอาหารแบบฝรั่งง่ายๆ ทานคู่กับขนมไทยไปด้วยกันได้ดีทีเดียวเลยค่ะ
หลังจากที่เดี๊ยนทานอาหารมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็ไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวให้เสร็จค่ะ จากนั้นก็เสด็จแว๊นขับมอเตอร์ไซต์ไปคืนที่ร้านเช่าค่ะ

เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ไปคืนที่ร้านเช่ารถ ทางเจ้าของร้านเช่าก็ใจดีอีกแล้วค่ะ บริการมาส่งฟรี ณ โรงแรมที่พักเลยค่ะ เริ่ดมากๆค่ะ เอาไปเลย 5 ล้านดาวค่ะ

ทริปเที่ยวเมืองน่านวันสุดท้ายนี้ค่ะ ก็เป็นทริปออกกำลังขา ลั๊นลาปั่นจักรยานจ้า 

เดี๊ยนก็ได้ปั่นจักรยานออกจากที่พักไปยังใจกลางเมืองท่องเที่ยว ซึ่งวัดดังๆอยู่หลายแห่งให้ไปเยือนค่ะ โดยระยะทางจากที่พักไปถึงย่านใจกลางเมือง แถววัดภูมินทร์ ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ประมาณ 2 กิโลค่ะ เพื่อไหว้พระตามวัดในใจกลางเมืองน่าน ซึ่งเดี๊ยนได้แวะไปไหว้พระตามวัดดังนี้ค่ะ
1.วัดภูมินทร์
2.วัดน้อย (วัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย)
3.วัดพระธาตุช้างดอยค้ำ
4.วัดหัวข่วง
5.วัดมิ่งเมือง
6.วัดพญาภู
7.วัดสวนตาล
ยังไม่รวมวัดที่เดินทางไปไหว้เมื่อวานนี้อีก 2 วันคือ วัดพระธาตุเขาน้อย และวัดพระธาตุแช่แห้ง มีวัดอำเภอปัวอีก 2 วัดค่ะ คือวัดภูเก็ต และวัดร้องแงค่ะ จบทริปนี้เที่ยวน่านไป 3 วันไหว้พระครบ 11 วัดเลยค๊า
1.มาไหว้พระวัดแรกเลยค่ะ วัดดังเมืองน่าน คือวัดภูมินทร์นั้นเองค่ะ วัดที่มีชื่อเสียงจากภาพประติมากรรมฝาผนังกับภาพกระซิบรัก ที่ดั่งไปทั่วโลก ใครที่พึ่งมาเที่ยวเมืองน่านต้องไม่พลาด ได้มาไหว้พระ ก็ได้มาชมภาพงามแต้ๆของหนุ่มสาวชาวเหนือ เปิ้นกำลังอู้กันมวลอกมวลใจ๋กันขนาดเจ้า
1.มาไหว้พระวัดแรกเลยค่ะ วัดดังเมืองน่าน คือวัดภูมินทร์นั้นเองค่ะ วัดที่มีชื่อเสียงจากภาพประติมากรรมฝาผนังกับภาพกระซิบรัก ที่ดั่งไปทั่วโลก ใครที่พึ่งมาเที่ยวเมืองน่านต้องไม่พลาด ได้มาไหว้พระ ก็ได้มาชมภาพงามแต้ๆของหนุ่มสาวชาวเหนือ เปิ้นกำลังอู้กันมวลอกมวลใจ๋กันขนาดเจ้า 
และหลังจากที่ได้ไหว้พระ ชมภาพสวยๆ ของวัดภูมินทร์เสร็จแล้วค่ะ เดินไปอีกไม่ไกลค่ะ เดี๊ยนก็แวะไปยังวัดพิพิธภัณฑ์เมืองน่าน เพื่อไปไหว้พระที่วัดน้อยค่ะ 
2.เดี๊ยนแวะเดินมาไหว้พระต่อที่ วัดน้อยค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นศาลพระภูมิเจ้าที่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ สิ่งก่อสร้างนี้คือ วัดน้อยค่ะ เป็นวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย...จากคำบอกเล่าสือต่อกันมาว่าพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชาฯ พระเจ้านครเมืองน่านกราบบังคมทูลถึงจำนวนวัดในเขตเมืองน่านต่อพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เกิดไป 1 วัด จึงสร้างวัดนี้ขึ้นมาค่ะ
2.เดี๊ยนแวะเดินมาไหว้พระต่อที่ วัดน้อยค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นศาลพระภูมิเจ้าที่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ สิ่งก่อสร้างนี้คือ วัดน้อยค่ะ เป็นวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย...จากคำบอกเล่าสือต่อกันมาว่าพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชาฯ พระเจ้านครเมืองน่านกราบบังคมทูลถึงจำนวนวัดในเขตเมืองน่านต่อพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เกิดไป 1 วัด จึงสร้างวัดนี้ขึ้นมาค่ะ
ทางเดินสุดโรแมนติกกับต้นลั่นทม ขนาบอยู่ริมทางเดิน ในช่วงที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเดินสุ่มๆกันให้เห็นค่ะ บรรยากาศน่าเดินมากๆค่ะ...
เดี๊ยนเดินมาที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งกำลังทำการปรับปรุงไม่สามารถเข้าไปได้.....มองจากพิพิธภัณฑ์เมืองน่านไปก็เห็นพระธาตุช้างคำอยู่อีกฝั่งนึงค่ะ
3.ถัดจากวัดน้อยมา เดินมาอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเป็นวัดหัวข่วงค่ะ วัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่านค่ะ 
3.ถัดจากวัดน้อยมา เดินมาอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเป็นวัดหัวข่วงค่ะ วัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่านค่ะ 
วัดพระธาตุช้างคำ
4.หลังจากไหว้พระที่วัดหัวข่วงเสร็จ เดี๊ยนก็ข้ามถนนเดินมาอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารค่ะ วัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่านค่ะ..เป็นวัดหลวงประจำเมืองหน้า เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ภูคาเป็นผู้สร้าง ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก พระธาตุเจดีย์ที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 
4.หลังจากไหว้พระที่วัดหัวข่วงเสร็จ เดี๊ยนก็ข้ามถนนเดินมาอีกไม่กี่ก้าว ก็จะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารค่ะ วัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่านค่ะ..เป็นวัดหลวงประจำเมืองหน้า เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ภูคาเป็นผู้สร้าง ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก พระธาตุเจดีย์ที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 
5.ไหว้พระที่วัดพระธาตุช้างค้ำเสร็จ เดี๊ยนก็ปั่นจักรยานไปไหว้ศาลหลักเมืองน่าน และไหว้พระที่วัดมิ่งเมืองต่อค่ะ
ัดมิ่งเมือง น่าน
 5.วัดมิ่งเมืองค่ะ มาไหว้ศาลหลักเมืองน่าน ที่ตั้งอยู่ในวัดแห่งนี้ค่ะ
 5.วัดมิ่งเมืองค่ะ มาไหว้ศาลหลักเมืองน่าน ที่ตั้งอยู่ในวัดแห่งนี้ค่ะ 
วัดพญาภู
6.วัดที่หกนะค่ะ คือ วัดพญาภูค่ะ  เดี๊ยนปั่นจักรยานมาวัดนี้ ก็งงกับเส้นทางไม่น้อย เพราะอยู่ในซอยเข้ามาอีกค่ะ  
วัดพญาภู วัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่าน
องค์พระธาตุเจดีย์ในวัดพญาภูกำลังถูกปรับปรุงค่ะ
หลังจากไหว้พระที่วัดพญาภูเสร็จแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็ปันจักรยานออกมาที่ถนนเส้นวัดภูมินทร์อีกครั้ง รอบนี้ขอแวะมาซื้อของฝากสักกะหน่อยค่ะ โทรแจ้งคุณแม่เดี๊ยนไปแล้วว่า เดี๊ยนจะซื้อข้าวหลามไปฝากค่ะ เพราะข้าวหลามที่นี้ไม่เหมือนข้าวหลามที่หนองมนค่ะ ก็เลยจัดไปหลายกระบอกเลยค่ะ ซื้อไปฝากคนที่บ้านและที่ทำงานด้วยค่ะ
หลังจากไหว้พระที่วัดพญาภูเสร็จแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็ปันจักรยานออกมาที่ถนนเส้นวัดภูมินทร์อีกครั้ง รอบนี้ขอแวะมาซื้อของฝากสักกะหน่อยค่ะ โทรแจ้งคุณแม่เดี๊ยนไปแล้วว่า เดี๊ยนจะซื้อข้าวหลามไปฝากค่ะ เพราะข้าวหลามที่นี้ไม่เหมือนข้าวหลามที่หนองมนค่ะ ก็เลยจัดไปหลายกระบอกเลยค่ะ ซื้อไปฝากคนที่บ้านและที่ทำงานด้วยค่ะ
 ได้เวลาทานอาหารเที่ยงแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่เที่ยงนะค่ะ ประมาณ 11 โมงกว่าๆได้ค่ะ เดี๊ยนก็เลยขอชะแว๊ป แอ๊บไปนั่งทานข้าวซอยชื่อดังเมืองน่านอีกแห่ง อยู่ใจกลางเมืองค่ะ มีคนมาทานตลอดทั้งวัน ร้านเปิดช่วงเช้า ปิด 4 โมงเย็นค่ะ หากขายหมดก่อนร้านก็จะปิดเร็วค่ะ
ลองประเดิมเจิมชิมลิ้มลอง ข้าวซอยต้นน้ำในร้านดังนี้ดูสิ ว่าจะล้ำขนาดบ่....พอได้ทานรสชาติอร่อยสมคำล้ำลือทีเดียวค่ะ ข้าวซอยทานคู่กับผักกาดดอง ต้นหอม บีบมะนาวลงไป น้ำส้มสายชูนิดหน่อย ใส่พริกแห้งบด 3 ช้อนโต๊ะ ค้นให้เข้ากัน ตักเข้าปาก เคี้ยวพอกรุบกริบ ปริมาตรสูตรนี้ อร่อยสุดจะบรรเจิด สะเดิดไปถึงทรวงเลยค๊า
7.หลังจากทานข้าวซอยอิ่มแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็แวะมาไหว้พระวัดสุดท้ายของทริปนี้ค่ะ คือวัดสวนตาล วัดนี้เป็นวัดที่เดี๊ยนปั่นจักรยานผ่านมาจากที่พักค่ะ แต่ก็เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่าน ที่มีนักท่องเที่ยวมากราบไหว้พระตลอดทั้งวันค่ะ
วัดสวนตาล
7.หลังจากทานข้าวซอยอิ่มแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็แวะมาไหว้พระวัดสุดท้ายของทริปนี้ค่ะ คือวัดสวนตาล วัดนี้เป็นวัดที่เดี๊ยนปั่นจักรยานผ่านมาจากที่พักค่ะ แต่ก็เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองน่าน ที่มีนักท่องเที่ยวมากราบไหว้พระตลอดทั้งวันค่ะ
หลังจากไหว้พระหมดทั้ง 7 วัดในเมืองน่าน เวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ กับแสงแดดที่ร้อนแรงจับใจ เดี๊ยนก็ปั่นจักรยานกลับเข้าไปที่พักค่ะ เพื่อไปให้ทันเวลาเช็คเอาท์เดียวถ้าเลยเวลาโดนคิดเงินเพิ่มนะค่ะ 
 ปั่นจักรยานกลับเข้าที่พัก เพื่อทำการเช็คเอาท์ออกจากที่พักค่ะ
 เนื่องจากไฟลท์บินจากเมืองน่านกลับกรุงเทพ ออกประมาณ 4 โมงเย็นค่ะ เหลือเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมงเดี๊ยนก็เลยนั่งทำงาน จิบชามะนาวร้อนๆ ที่เฮือนช้างเผือก เพื่อรอเวลากลับค่ะ 
เวลาประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆก็ได้เวลาเดินทางมาที่สนามบินแล้วค่ะ เพื่อมาทำการเช็คอินน์ขึ้นเครื่องบินกลับค่ะ ตอนจะกลับทางที่พักก็มีบริการมาส่งที่สนามบินฟรีด้วยนะค่ะ อันนี้เดี๊ยนประทับใจมาก ตอนแรกกะว่าจะเดินมาที่สนามบินเอง เพราะระยะทางจากที่พักเฮือนช้างเผือกมายังสนามบินน่านนคร ก็ประมาณ 1 กิโลกว่าๆเองค่ะ อยู่ใกล้ๆกันแค่นิดเดียวเองค่ะ แต่ทางที่พักก็มีบริการมาส่ง คนที่มาส่งก็เป็นที่ถึงเจ้าของเลยนะค่ะ ประทับใจมากๆ ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ ที่ยอมมาส่งคนร่างอ้วนอวยอั๋นแบบเดี๊ยนถึงสนามบินค่ะ

เวลา 16.00 น.เครื่องบินเทฟออฟออกจากสนามบินเมืองน่าน ถึงดอนเมืองเวลาประมาณ 17.15 น.โดยสวัสดิภาพ จบทริปเที่ยงปัว น่าน สุดสำราญเบิกบานใจ วิวทุ่งนาเขียวสดสีงามวิไล ขับมอเตอร์ไซต์ท่องแว็นไปที่ดอยภูคา จิบน้ำชาชมวิวอรุณเบิกฟ้า ร้องเพลงโอลั๊นลา เป็นคนบ้าเที่ยวเอย...จบทริปแล้วค่ะ

ขอขอบพระคุณชาวเมืองปัว เมืองน่านทุกๆท่านที่ให้ความช่วยเหลือแนะนำเส้นทาง และสถานที่ท่องเที่ยว และต้องขอขอบพระคุณชาวเน็ตทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านและติดตามบล๊อกของเดี๊ยน ถึงแม้จะมีคนเข้ามาส่องดูแค่ 1-2 คน เดี๊ยนได้ดีใจเริ่ดสุดๆแล้วค่ะ และเดี๊ยนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบล๊อกรีวิวเที่ยวเมืองน่านนี้ คงมีประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกมาโล้ดแล้น แว๊นๆออกมาเดินท่องเที่ยวกันมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะค่ะ หากข้อมูลในบล๊อกมีข้อผิดพลาดประการใด เดี๊ยนต้องกราบขอประทานอภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ
จากคุณนายเว่อร์ เทอร์ชอบเที่ยวกินนอน
บล๊อกเกอร์มือสมัครเล่น
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_24.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/09/24.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/12/5.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_13.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/12/blog-post.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/12/blog-post_3.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_31.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_3.html 
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_10.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/08/bts.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_18.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_13.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_5.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_19.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_8.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_23.html

รีวิวเที่ยวปัว น่าน สุขสำราญเบิกบานใจ วิวทุ่งนาเขียวสดสีงามวิไล ขับมอเตอร์ไซต์แว๊นไปดอยภูคา จิบน้ำชาชมวิวเบิกฟ้า สวยเลอค่ายิ่งนักเอย รีวิวเที่ยวปัว น่าน สุขสำราญเบิกบานใจ วิวทุ่งนาเขียวสดสีงามวิไล ขับมอเตอร์ไซต์แว๊นไปดอยภูคา จิบน้ำชาชมวิวเบิกฟ้า สวยเลอค่ายิ่งนักเอย Reviewed by Khunnaiver blog on 18:40:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.