รีวิวลุยเดี่ยวเที่ยวสุโขทัย ตอนที่ 2 ปั่นจักรยานเที่ยวโบราณสถานเมืองเก่า ได้ความรู้ดีเว่อร์ เหมือนย้อนวัยมาเรียนสังคมศึกษาอีกครั้งค่ะ



http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/2.html
เดี๊ยนคุณนายเว่อร์ ขอกล่าวทักทายสวีดัด สวัสดีทุกๆคนที่เข้าในบล๊อกของเดี๊ยนนะค่ะ ช่วงนี้วันศูกร์แล้ว เป็นวันที่เดี๊ยนรอคอยมากๆค่ะ เพราะจะสิ้นเดือนทีไรเหมือนใจจะขาดเลย อีกอย่างตอนนี้งานยุ่งๆค่ะ เพราะต้องสุรุปงานสิ้นเดือน  ไอ้เราจะมานั่งเขียนรีวิวต่อให้จบก็ค้างเก้อไว้นาน เดี่ยวก็ลืม จนบล๊อกจะร้างไป ก็ดูไม่ดีเอาเสียเลยนะค่ะ..มาวันนี้ วันศุกร์ สุขได้จนจริงๆค่ะ ถึงแม้จะดึกเท่าไหร่ ก็จะมาเขียนรีวิวต่อจากตอนที่ 1 ให้จบหรือไม่ก็ได้เขียนเกริ่นพะนำพะน้อก็ยังดีค่ะ

เดี๊ยนขอเท้าความถึงรีวิวตอนที่ 1 ก่อนเลยนะค่ะ สำหรับรีวิวตอนที่ 1 เป็นรีวิวที่เดี๊ยนได้เดินทางจาก กทม ลงมา ที่สุโขทัย และได้ไปเที่ยวงานลอยกระทงยามกลางคืนในอุทยานเมืองเก่ามา
ขออ้างอิงบล๊อกเก่าตอนที่ 1 ตามเว็ปลิงค์ค่ะ http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/1.html

สำหรับวันนี้เดี๊ยนขอรีวิวตอนที่ 2 ต่อให้เลยนะค่ะ


หลังจากที่เมื่อคืนวันที่ 21 พ.ย.58 เดี๊ยนเพลียจากการเดินทางและการไปเดินเที่ยวงานลอยกระทงยามค่ำคืนมา ก็ทำให้เดี๊ยนนอนสลบไปทั้งคืน พอเช้าวันที่ 22 พ.ย.58 ตื่นขึ้นมาก็ตะวันสายโด่ง เวลา 9 โมง จนดอกคุณนายตื่นสายเหี่ยวไปแล้วค่ะ
มองไปที่เตียงๆของแขกที่เข้ามาในห้อง Share Bath room ด้วยกัน ปรากฏว่าคุณพี่เธอคงเช็คเอาท์ไปแล้วกระมัง เพราะเมื่อคืนทั่งเสียงแอร์ก็ดังพอสมควรค่ะ ไม่ดีเลย ต้องปรับปรุงแอร์ด่วนค่ะ...  พอเดี๊ยนตื่นขึ้นไปก็ไปทำธุรรีบอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ให้เสร็จ ยังไม่อาบน้ำนะค่ะ จากนั้นเดี๊ยนก็ขอมานั่งจิบชาร้อนๆ สักหน่อย พอดีในบ้านพักเรือนไม้นี้ มีชาร้อนกาแฟร้อนให้ทานด้วยค่ะ ....ช่วงเช้าไม่รู้เป็นไร ไม่อยากจะทานอะไรเลยค่ะ รู้สึกจะอิ่มเมื่อคืนวานนี่้กระมัง เพราะทานก๋วยเตี๋ยวไป 2 ชาม แถมขนมอีก 1 กระทง ไขมันเดี๊ยนยังอัดแน่นอยู่ที่ทั่วร่างกาย เช้านี้เลยขอนั่งจิบชาเป็นอาหารเช้าอย่างเดียวดีกว่าค่ะ จะได้ไม่อ้วนไปกว่านี้มาก

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html

ตอนเช้าเดี๊ยนถือกล้องถ่ายรูปบ้านพัก ต่างจากรูปเมื่อคืนวานนี้มาก วันนี้ฟ้าใสโจงโป้งมากค่ะ อากาศก็ร้อนพอสมควรค่ะ เดี๊ยนนั่งจิบชาวาดรูปการ์ตูนไปพลางๆค่ะ ทั้งที่ความจริงๆก็เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเช็คเอาท์แล้วค่ะ  แต่เดี๊ยนเองก็ยังนั่งพิรีพิไรไปเรื่อยเปื่อยค่ะ


เพราะเดี๊ยนได้จองที่พัก ซึ่งก็ไม่รวมอาหารเช้าให้ไปค่ะ ก็เลยมานั่งจิบชาตอนเช้าแทนค่ะ  แต่เดี๊ยนชอบใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยนั่งวาดรูปตุ๊กตาสติกเกอร์กระดาษค่ะ เหมือนย้อนไปในวัยเด็กเลย มีความสุขกับการวาดรูปมาก  เป็นตุ๊กตากระดาษของเดี๊ยนเองค่ะ ถือเป็นมาสคอสประจำตัวที่พยายามวาดมากๆนะค่ะ พอดีไปยืมอุปกรณ์ของฟร้อนมาตัดกระดาษติดกาวเองค่ะ  ก่อนหน้านี้ตอนไปเที่ยวศรีสะเกษก็วาดครบไปแล้ว 3 ตัวค่ะ  พอมาเที่ยวสุโขทัยก็วาดมาเพิ่มอีก 1 ตัว เป็นตัวคุณนายปั่นจักรยานค่ะ ตอนนี้มี 4 ตัวแล้วค่ะ เป็นตุ๊กตากระดาษสติ๊กเกอร์ พอดีได้แรงบันดานใจจากสติ๊กเกอร์ไลน์ ที่มีหลายอริยาบท เดี๊ยนเลยขอทำมั่งค่ะ แต่ไม่ได้วาดในคอมนะค่ะ เพราะทำไม่เป็น เลยขอวาดบนแผ่นกระดาษ แล้วตัดเอาดีกว่าค่ะ เป็นคนวาดรูปไม่สวยเลยนะค่ะ แต่เป็นคนพยายามที่จะวาดให้สวยให้ได้ค่ะ  วาดได้เท่านี้ก็ดีที่สุดแล้ว อาจจะไม่สวยมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาสคอสประจำตัวค่ะ  ถ้าให้คนอื่นวาดให้ เดี๊ยนก็เกรงใจเค้าค่ะ


ตุ๊กตาตัวแรกที่วาดได้ นำมาเที่ยวสุโขทัยด้วยค่ะ ใส่ชุดไทยเรือนต้น+ผ้าซิ่นทอลาย+ผมตีโป่งทรงนางงาม ต้องเป็นผมทรงนี้ตลอดนะค่ะ ถ้าเป็นทรงผมแบบอื่นมันไม่อลังการล้านแปดเท่าที่ควร....การ์ตูนคุณนายตัวนี้ทำท่าสวัสดีค่ะ เดี่๊ยนพยายามวาดให้เหมือนค่ะ ถึงวาดรูปไม่ค่อยสวย มือไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ เป็นคุณนายพยายามค่ะ
นั่งวาดการ์ตูนเสร็จแล้ว ก็ขอไปเดินเล่นรอบโรงแรมที่พักสักหน่อยค่ะ ว่ามีอะไรให้ดูบ้าง เผื่อจะเอาไปปรุงเพิ่มเติมที่บ้านค่ะ 
 ตอนเช้าสายเว่อร์ กับดอกไม้ปลอมๆ ค่ะ
 มุมนี้ดูขลังดีนะค่ะ เหมือนได้อยู่ในที่แคบยังไงชอบกลค่ะ แต่เก๋ดี ชอบค่ะ
 ตู้ใส่ของที่ระทึก ระทึกจริงๆนะค่ะ ไปดูแล้วเก่าๆทั้งนั้นค่ะ เจ้าของโรงแรมที่พักเนี่ยล๊อคกลอนอย่างดี ดูจะมีค่ามีราคามากคะนานักแล
 บันใดทางขึ้นบ้านพัก
 ข้างล่างเป็นร้านอาหารนะค่ะ  ตกแต่งได้ดีค่ะ
 ตกแต่งด้วยกรงนก ชอบมากค่ะ ดูเหมือนมีนกอยู่จริงๆ แต่ไม่มีแหละดีทีสุดเลยค่ะ เพราะถ้ามีนกอยู่ขาดอิสระภาพมากแน่เลย
ถ่ายตอนกลางวัน ต่างจากภาพ ตอนกลางคืนมากๆค่ะ
 ทางเข้าหน้าล๊อบบี้ ตกแต่งดูดีค่ะ
ล็อบบี้ที่ต้อนรับลูกค้า เป็นตึกติดๆกัน กับที่เดี๊ยนพักค่ะ แต่ของเค้าจะดูดีกว่า ดูไฮโซกว่าเยอะเลยค่ะ แต่พนักงานที่อยู่ฟร้อน ไม่มีใครอยู่โต๊ะเลย เดี๊ยนก็งงจริงๆค่ะ  มองไปก็ไม่เห็นมีใครเลย ว่าจะถามเรื่องเวลาเช็คเอาท์สักหน่อย และจะสอบถามการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงล๊อบบี้ด้วย พนักงานหายไปหมดเลยค่ะ  มีฝรั่งอีกท่านนึงเดินเข้ามาก็ทำท่า งง เหมือนเดี๊ยน พอไม่เห็นพนักงานฟร้อน ก็เดินออกไปเลย

เดินเข้ามาเห็นมีสระน้ำเล็กอยู่ข้างที่พักด้วย ตกแต่งได้เข้าท่าดีค่ะ เข้ากับบรรยากาศเมืองเก่าดีเลยค่ะ


เดินเข้ามาเดี๊ยนตกใจเล็กน้อย คิดว่าตรงนี้มีพระอยู่ ที่แท้เป็นระฆัง พอจะเอามือไปแตะตรงประตูที่อยู่หลังระฆังถ้าเปิดไปแล้วจะข้ามภพหรือเปล่า

มีรถสามล้อถีบด้วยนะค่ะ ว่าจะเข้าไปนั่งดูสักหน่อย ถ้าเดี๊ยนไปนั่งรับรองต้องพับยับเหยินแน่เลย ดูเค้าทำไว้ตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศค่ะ ดูเข้ากันได้ดีเหลือเกิน...แต่เป็นเดี๊ยนจะคิดไอเดียให้ลูกค้าปั่นสามล้ออยู่กับที่ แล้วติดไดนาโมไว้ด้วยเก็บเป็นพลังงาน ไม่ก็ปั่นไปก็รดน้ำต้นไม้ไปด้วย พอดีว่าเคยเห็นตอนไปงานเกษตรแฟร์ ความบรรเจิดเริ่ดเว่อร์ ชอบมากๆค่ะ


 ห้องนอน Share Bath Room ราคา 750 บาท ไม่รวมอาหารเช้า แต่ก็มีสระว่ายน้ำให้บริการนะค่ะ เห็นพนักงานบอกให้เดี๊ยนมาว่ายน้ำด้วย แต่เดี๊ยนคงไม่สะดวกค่ะ หุ่นเหิ่นก็ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยค่ะ ถ้าลงไปเนี่ย น้ำกระเพื้อมขึ้นมาเต็มขอบสระ ไม่ก็แห้งไปเลยนะค่ะ เดี๊ยนขอนั่งดูเข้าว่ายน้ำดีกว่า ถนัดที่สุดก็คือไหว้พระไหว้เจ้า แต่ถ้าให้ว่ายน้ำคงไม่ไหวค่ะ (คนละว่าย/ไหว้)

พอเดินเข้ามาเห็นบ้านหลังนี้ เดี๊ยนชอบมากค่ะ เพราะมีดูโดดเด่น เดียวดาย เด่นตระหง่านอยู่หลังเดียว เหมือนประภาคารไว้ดูดาวยังไงชอบกล แต่พอไปถามแม่บ้านบอกว่าเป็นห้องสปา อุ้ตะ!! เป็นห้องสปาที่ดูเว่อร์วังอลังการวิเริ่ดสแมนแต็นมากๆเสียจริงเลยเชี่ยว บรรยากาศโดยรอบดูเข้ากันได้ดี๊ดี ต้นไทรดูเก่าคลังไปบ้าง แต่ก็ทำให้เกิดร่มเงา คอยมีเป็ดน้อยไร้ชีวิตยืนแข็งทืออยู่ ไม่ยอมขยับไปใหนเสียที ช่วยให้ประภาคารนี้ดูดีขึ้นมากค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html
ร้านอาหาร ตกแต่งได้เข้ากันดีนะค่ะ เดี๊ยนชอบค่ะ แจกันประดับด้วยต้นร่วงข้าวซึ่งหาได้ไม่ยากนักในสุโขทัย ที่ชาวสุโขทัยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา สามารถนำมาตกแต่งเข้ากับฤดูกาลแห่งการเกี่ยวข้าวและให้เข้ากับบรรยากาศที่พักค่ะ  ไอเดียเจ๋งดีค่ะ


กลับมาบ้านพักเรือนไม้เหมือนเดิมค่ะ ได้เวลาที่ไปอาบน้ำและต้องเก็บกระป๋งกระเป๋า เพื่อทำการเช็คเอาท์แล้วค่ะ เพราะตามกฏโรงแรมต้องเช็คเอาท์ก่อนเที่ยง เดี๊ยนเลยกลับมาห้องพักเพื่อไปอาบน้ำคะ่ เดินเล่นชมนก ชมไม้ ชมสวน ชมโน้นนี้นั้น เหงื่อก็ออกตัวเหม็นแล้วค่ะ

ห้องอาบน้ำก็แยกออกจากห้องนอนนะค่ะ แต่ห้องน้ำสะอาดมากๆค่ะ มีพัดลมระบายอากาศให้ด้วยค่ะ


พออาบน้ำเสร็จ ก็รีบแต่งตัว ทาครีมกันแดดให้พร้อมเพื่อท้าสู้พระอาทิตย์ที่เจิดจรัสแผดแสงอุตราไวโอเลต เผาผิวพรรณเดี๊ยนให้หมองหม่นไหม้ได้ตลอดค่ะ จากนั้นเอาเสื้อผ้าที่อยู่ในล๊อคเกอร์ ยัดเข้า่ไปในกระเป๋าให้หมดค่ะ ไม่ต้องพับนะค่ะ เดี๊ยนเคยพิถีพิถันละเมียดแช่มช้อยทีไร ก็ลืมโน้นลืมนี้ตลอด ยัดเข้าไปในกระเป๋าเลยค่ะ  หากใครกลัวขี้กลัวแบบเดี๊ยนก็ใช้วิธีนี้นะค่ะ

ได้เวลาต้องเช็คเอาท์แล้วค่ะ เดี๊ยนเลยลงจากเรือนไม้ มาเสียเงินเสียทองค่านอนที่พัก1 คืนค่ะ โดยต้องมาเสียเงินที่ล็อบบี้ของโรงแรมค่ะ  พอมาถึงก็เอาอีกแล่้วค่ะ พนักงานต้อนรับลูกค้าล่องหนไปใหนอีกแล้วก็ไม่รู้นะค่ะ...เนี่ยถ้ามีเงินสุด 5000 ล้าน อยู่ในลิ้นชักเล็กๆหายไป จะทำยังไงดีเนี่ย..หันไปอีกทีเอ้า พนักงานต้อนรับไปเล่นซ่อนหาอยู่ในห้องทำงานเล็กข้างๆนี้เองค่ะ ทำให้เดี๊ยนเนี่ย งงไปเลย

เดี๊ยนควักเงินออกมา 800 บาท จ่ายเงินสดค่าที่พักคืนละ 750 บาทค่ะ สำหรับห้อง Share Bath room ไม่รวมอาหารเช้า + เช่าจักรยานวันนี้อีก 50 บาท...โอเค ไม่ต้องทอนค่ะ พนักงานที่เป็นคนน้องผู้ชาย นั่งยิ้มแก้มปริเลยนะค่ะ พูดจานุ่มนวล เอาอกเอาใจบริการ พร้อมสอบถามความต้องการของเดี๊ยน โน้นนี้นั้น รู้จักเอาใจใส่ลูกค้าค่ะ แต่เดี๊ยนก็ติไปนะค่ะว่า แอร์ห้องพักดังเป็นรถอีแต็นตลอดคืนเลยค่ะ และถ้าจะให้ดี ปรับปรุงแอร์ และราคานี้หากรวมอาหารเช้าด้วยจะดีที่สุ้ดเลยค่ะ
(ปล.เดี๊ยนไม่ได้รับเงินค่าบริการรีวิวใดๆจากที่พักนะค่ะ ไปพักที่ใหนก็จ่่ายเงินสดค่ะ และก็จะมารีวิวที่พักให้ค่ะ มีทั้งติและชมค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะชมมากกว่าค่ะ ยกเว้นคือแย่จริง)
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html
หลังจากจ่ายเงินค่าที่พักตอนเช็คเอาท์เสร็จแล้ว เดี๊ยนก็ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ค่ะ เย็นๆค่อยกลับมาเอา เตรียมตัวเดินทางปั่น..ปั่น..จักรยานไปยังอุทยานเมืองเก่าค่ะ  ช่วงนี้กระแสการปั่นจักรยานมาแรงจริงๆค่ะ การได้มาปั่นจักรยานเที่ยวครั้งนี้ เหมือนได้ปั่นลดไขมันแคลอรี่ไปในตัวด้วยค่ะ

จักรยานที่โรงแรมเช่าคันละ 50 บาท ได้ทั้งวัน ไม่มีกุญแจล่ามโซให้ด้วยนะค่ะ ทางพนักงานต้อนรับบอกเดี๊ยนว่า ไม่ต้องกลัวรถไม่หายแน่นอน ถ้าจักรยานหาย เดี๊ยนก็ต้องชดใช้ แค่นั้นเอง...เอ้าไหงเป็นงั้นไปล่ะค่ะ 55+ ก่อนจะปั่นต้องเช็คลงเช็คลม เช็คโซ่เซ่อร์ให้ดีค่ะ


 ฝากกระเป๋าไว้ที่แผนกต้อนรับ ก็ปั่นจักรยานออกมาตามเส้นทางค่ะ วันนี้ดูท้องฟ้าแจ่มสดใสไฉไลยิ่งนักค่ะ แต่อากาศก็ร้อนอ้าวอบอวนนวลเหงื่อตั้งแต่เริ่มปั่นค่ะ

ได้เวลาปั่นจักรยานแล้วค่ะ ก่อนไปก็ดูแผนที่การเดินทางก่อนนะค่ะ 

แผนที่การปั่นจักรยานไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในวันนี้ค่ะ เมื่อคืนวานที่ไปงานลอยกระทง เห็นบอกว่ามี 10 วัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ( รีวิวตอนที่ 1) เดี๊ยนกะว่าจะไปให้ได้สัก 5-7 วัดให้ได้ค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะครบหรือเปล่า เพราะจะปั่นออกจากที่พักมาก็จะเที่ยงแล้วค่ะ  แต่ยังไงมาถึงทั้งที สำหรับเดี๊ยนพลาดไม่ได้คงเป็นวัดศรีชุม วัดมหาธาตุ และวัดตะพานหินค่ะ



เดี๊ยนปั่นจักรยานออกจากที่พักมาก็ประมาณ เที่ยงพอดี ปั่นออกมานี้ แดดร้อนเปรี้ยงมากๆเลยค่ะ ร่มก็ลืมเอามา แต่ยังดีที่มีหมวกค่ะ พอจะกันแดดได้บ้าง....สถานที่แรกตามแผนที่เลยนะค่ะ  ที่เดี๊ยนปั่นจักรยานไปนั้นก็คือ วัดตระพังทองค่ะ ถือเป็นวัดที่สวยงามอีกแห่งที่ล้อมรอบด้วยสระน้ำค่่ะ และอยู่ในชุมชนด้วย สะดวกสุดๆค่ะ


 ภายในวัดมีสระน้ำรายรอบวัดนะค่ะ เดี๊ยนเดินตามสะพานไม้เข้ามาในวัด ถ่ายรูปไปเห็นอาคารไม้ชุมชนเมืองเก่าอยู่ไม่ไกลนักค่ะ
 มาถึงวัดทั้งทีก็ต้องไปไหว้พระ ทำบุญให้อาหารปลาค่ะ
ต่อจากนั้นไม่นานนักก็ปั่นต่อไปยัง สถานที่ท่องเที่ยวต่อไปนั้นก็คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหงค่ะ ตอนปั่นไปในช่วงวันงานลอยกระทงนี้นค่ะ 2 ข้างทาง ก็คลาคลั้งไปด้วยร้านค้าที่มาเปิดจำหน่ายตรงริมฟุตบาท ให้ได้ช็อปปิ้งกันด้วยค่ะ

เดี๊ยนปั่นจักรยานออกมาเลยวัดตระพังทองนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหง ศูนย์เรียนรู้ที่ควรคู่เข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาณาจักรสุโขทัยที่เคยรุ่งเรืองในอดีตค่ะ
หากใครมาที่ยังไม่เคยมาเที่ยวสุโขทัย ลองแวะเข้ามาได้นะค่ะ สำหรับเดี๊ยนนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะ ที่ได้เข้ามา ปกติอยู่ในกรุงเทพ มีพิพิธภัณฑ์ให้เรียนรู้มากมาย แต่ก็ยังไปไม่ครบเลยค่ะ


พอเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการเข้าชมด้วยนะค่ะ ราคา 30 บาทเองค่ะ วันนั้นไปมีชุดสมุดหนังสือเล่มเล็กๆให้ด้วยค่ะ ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นชุดสมุดช่วงเวลาความสุขของคนไทย พอดีว่าจะถึงงานปีใหม่แล้วก็เลยได้หนังสือบันทึกเล่มเล็กมาจดด้วย ดีจังเลยนะค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html
ส่วนของอาคารแรกที่เดี๊ยนได้เดินเข้า บอกเล่าประวัติความเป็นมาของจังหวัดสุโขทัยทั้งในอดีตและในปัจจุบัน บอกเล่าประชากร ผู้คน อาชีพ และอำเภอแต่ละอำเภอในจังหวัดสุโขทัยว่ามีกี่อำเภอ  โดยบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจค่ะ  เดี๊ยนอ่านไปก็เพลินไปนะค่ะ อ่านไปจนเดินชนพัดลมล้มตึ้งเลยค่ะ เดี๊ยนต้องรีบนำพัดลมมาอยู่ที่เดิม ยังดีนะค่ะ ที่พัดลมยังไม่เปิดใช้งาน ไม่งั้นมีเสียตังแน่ค่ะ ถือว่าเป็นความเฉิมเบ้อะของตัวเดี๊ยนเองค่ะ อาการก็กำเริ่บแล้วค่ะ
อาคารต่อไปคือ อาคารจัดแสดงที่ 2 เป็นอาคารเก็บโบราณวัตถุสำคัญของชาติไว้ค่ะ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้าไปเรียนรู้ค่ะ


ภายในอาคารชุดที่ 2 นี้ พอเดินเข้ามา ก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้เดี๊ยนแสดงตั๋วเข้าชมอีกครั้งนึงนะค่ะ พร้อมแจ้งให้ผู้ที่เดินเข้ามา สามารถถ่ายรูปโบราณวัตถุที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้  แต่ห้ามถ่ายรูปเซลฟี่โดยเด็ดขาด และห้ามแต่หรือจับต้องชิ้นงานค่ะ ถือเป็นกฏของเค้าเลยค่ะ ...หากใครบ้าเซลฟี่จะมาถ่ายรูปตัวเองกับพระพุทธรูปหรือโบราณวัตถุต่างๆ อดแน่ๆเลยค่ะ เก็บกล้องหรือโทรศัพท์ไปเลยค๊า หากเข้ามาก็มาเดินชม เดินอ่านไปเรื่อยๆค่ะ

ภายในอาคารมีโบราณวัตถุที่สำคัญๆให้ได้เห็นและมีป้ายแสดงรายละเอียดของ วัตถุนั้นว่ามาจากใหน มีความเป็นมาอย่างไร 

เดินเข้ามาอีกมุม ก็มาเห็นประวัติความเป็นมาของตัวอักษรไทย ตั้งสมัยพ่อขุนรามคำแหง จนถึงยุคปัจจุบัน มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆนะค่ะ ถือว่าเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยเรา ที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนใช้เป็นของตนเองค่ะ


เดี๊ยนขึ้นมาชั้น 2 ก็จะเป็นห้องเก็บชิ้นส่วนวัตถุสำคัญต่างให้ได้เห็นมากขึ้นค่ะ เดี๊ยนมาสะดุดเห็นพระอัฐิธาตุเจดีย์ตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชา ซึ่งพบในกรุของพระเจดีย์ ถือเป็นสมบัติชาติล้ำค่าที่เห็นได้เฉพาะในพิพิธภัณฑ์นี้ค่ะ

เดินเข้ามาในมุมห้องวงกลมที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้  มีจุดบอกเล่าเรื่องราวของอาณาจักรสุโขทัยด้วยค ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ผู้คน หัตกรรม ชามสังคโลก การทำพระพิมพ์ และศิลปะวัฒนธรรมที่ธำรงคงไว้สมกับชื่อ เมืองอรุณรุ่งแห่งความสุข จริงค่ะๆ ....เดี๊ยนเดินอ่านเดินถ่ายรูปโน้นนี้นั้นไป  ถือว่าได้เรียนรู้เยอะมากค่ะ ปกติก็เป็นคนเขียนอะไรไร้สาระ ไปเรื่อยเปื่อย มาเที่ยวรอบนี้ ถือว่าได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ พร้อมนำเรื่องราวไปลงบล๊อกส่วนตัวแล้ว ดูมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ ....เดี๊ยนเองก็มาสุโขทัย 3 ครั้งได้ค่ะ แต่ไม่เคยมาเที่ยวเมืองเก่าเลย การเที่ยวเรียนรู้ครั้งนึ้ถือว่าคุ้มๆเสียยิ่งกว่าคุ้มค่ะ

เดี๊ยนเดินชมโบราณวัตถุต่างภายในนี้ อยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เวลาเลยมาเกือบบ่ายโมงแล้วค่ะ ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางไปสถานที่ถัดไปแล้วค่ะ ..... แต่ตอนนี้ท้องของเดี๊ยนก็เริ่มหิวแล้วนะค่ะ เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอาหารหนักเลย ไม่รู้่จะทานอะไรดี เลยปั่นจักรยานลุยแดดร้อนไปหาอะไรทานค่ะ

นึกไม่ออกจะทานอะไรดี มาเจอร้านนึงในตลาดเมืองเก่า เขียนป้ายไว้ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย เห็นรูปแล้วน่าจะอร่อย เลยขอจัดมาทานมื้อเที่ยงนี้อีกรอบค่ะ ก๋วยเตี่๋ยวต้มยำสุโขทัย ชามละ 30 บาท (ก๋วยเตี่ยวใส่ถั่วทั้งถั่วลิสงคั่วและถั่วฝักยาว) ไม่รู้รสชาติจะสู้รสชาติก๋วยเตี๋ยวต้มยำในตลาดแลกเบี่้ยเมือคืนวานที่ไปเดินในงานลอยกระทงได้หรือเปล่า.เป็นเมนูซ้ำๆ เดิมๆ แต่คนละเจ้ากัน... ลองมาดูสิว่า เจ้าเมื่อคืนกับเจ้ามื้อเที่ยงเจ้าใหน อร่อยกว่ากันค่ะ....พอได้ทานก็โอเค แต่ยังไม่ซีดซ้าดจี๊ดจ๊าดเท่าที่ควรค่ะ รสชาติออกหวานน้ำตาลปีบไปหน่อย แต่เจ้าเมื่อคืนนี้ รสชาติซีดซ้าดมากค่ะ ออกเผ็ดร้อนน้ำพริมเผาด้วย อันนี้ไม่มีน้ำพริกเผาให้ค่ะ แต่ก็พอทานเป็นมื้อเที่ยง ให้มีคาร์โบไฮเดรตมาช่วยเติมพลังขาเดี๊ยนให้ปั่นจักรยานได้หน่อยค่ะ
พอได้ทานก๋วยเตี๋ยวอิ่มไปแล้ว ก็ได้เวลามาปั่นจักรยานเที่ยวกันต่อค่ะ ปั่น..ปั่นจักรยานกันค่ะ สถานที่ต่อไปที่เดี๊ยนปักหมุดเดินทางไปนั้นก็คือไปสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงค่ะ พอได้ปั่นเข้ามาในอุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย ภายในเต็มไปด้วยร้านขายของมากมาย เนื่องด้วยมีการจัดงานลอยกระทงประจำปี 2558 ภาพทีต้องการเห็นแบบเป็นหญ้าและมีคูน้ำล้อมรอบโบราณสถาน เลยไม่ค่อยจะสวยมากนักค่ะ


เดี๊ยนปั่นเข้ามาเพื่อจะไปไหว้สักการะพ่อขุนรามคำแหง พอเข้ามาภายในส่วนของอนุสาวรีย์ ภาพต่างจากเมื่อคืนวานมากค่ะ ผู้คนไม่ได้เยอะมากนัก ท้องฟ้าสีใสสกาวพร่าพร่างสว่างอำไพดีค่ะ  แต่แดดนี่้ร้อนเปรี้งปร้าง แผดเผาบนครีมที่ทาบนใบหน้าเดี๊ยน ทำให้เหงื่อออกจนหน้าลอยไปเลยค่ะ

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html

ได้สักการะไหว้พ่อขุนรามคำแหงแล้วนะค่ะ ลูกมาครั้งนี้ขอให้เดินทางอยู่รอดปลอดภัย พ่อแม่สุขภาพร่างกายแข็งแรง ให้ในหลวงมีพระชนมายุยืนนาน ขอใหคนไทยอยู่ดีมีสุข ขอให้มีน้ำมีท่าใช้ไม่เหือดหายแห้ง ฤดูแล้งขอให้มีฝน ฤดูลมขอให้มีฝืนใช้ ฤดูน้ำไหลก็ให้แต่พอดี ฤดูหนาวนี้ขอให้หิมะตกด้วยเถิดเจ้าค่ะ (เป็นการขอที่บางสิ่ง เป็นไปไม่ได้)



สถานที่ต่อไปที่เดี๊ยนปั่นไปเที่ยวนั้นก็คือ.วัดมหาธาตุ ถือเป็นวัดที่แสดงเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัยได้งดงามเว่อร์วังอลังการที่สุดของที่สุดแล้วค่ะ และเป็นวัดที่เดี๊ยนเคยเห็นผ่านสื่่อต่างๆ ทั้งในหนังสือเรียน นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ทำให้ได้มาเห็นของจริงเสียทีนะค่ะ



ตามเนื้อหาด้านบน วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่สำคัญที่สุดที่ตั้งใจกลางเมืองสุโขทัย มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ มีเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ทรงยอดดอกบัวตูม วิหารมณฑล อุโบสถ และมีเจดีย์เรียงรายจำนวนมาถึง 200 องค์ค่ะ
ถึงแดดจะร้อนแค่ใหน ก็ต้องสู้ทนค่ะ...เดี๊ยนเดินเข้ามาถ่ายรูปภายในวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานที่นึกให้จินตการภาพแล้ว เดินเข้ามาเห็นเสาอิฐเก่า แต่จินตนาการภาพลังคาไม่ออก สถาปัตยกรรมสมัยก่อน เป็นอย่างไร เดี๊ยนว่าน่าจะถอดๆตามกันมา ตั้งแต่สุโขทัย เข้าอยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ กระมังค่ะ สมัยแต่ก่อนคงจะงดงามเจิดจรัสแพรวพราวสกาวโชติช่วงพ่วงพุ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งมากๆเลยนะค่ะ นึกถึงวัดมหาธาตุ เดี๊ยนจินตนาการไปถึงวัดพระแก้ว ในกรุงเทพเรานี้แหลค่ะ น่าจะงดงามเว่อร์วังอลังการพอๆกันค่ะ 

ถึงแดดจะร้อนแค่ใหน ก็ต้องสู้ทนค่ะ...เดี๊ยนเดินเข้ามาถ่ายรูปภายในวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานที่นึกให้จินตการภาพแล้ว เดินเข้ามาเห็นเสาอิฐเก่า แต่จินตนาการภาพลังคาไม่ออก สถาปัตยกรรมสมัยก่อน เป็นอย่างไร เดี๊ยนว่าน่าจะถอดๆตามกันมา ตั้งแต่สุโขทัย เข้าอยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ กระมังค่ะ สมัยแต่ก่อนคงจะงดงามเจิดจรัสแพรวพราวสกาวโชติช่วงพ่วงพุ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งมากๆเลยนะค่ะ นึกถึงวัดมหาธาตุ เดี๊ยนจินตนาการไปถึงวัดพระแก้ว ในกรุงเทพเรานี้แหลค่ะ น่าจะงดงามเว่อร์วังอลังการพอๆกันค่ะ


ภายในโบราณสถาน ที่การจัดงานแสดงแสงสีเสียงให้ชมกันด้วยค่ะ หากงานลอยกระทงปีหน้า ใครมีโอกาสก็แวะเข้ามาชมได้ค่ะ ต้องเสียค่าเข้าชมนะค่ะ




ถ้าจะให้ดีช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เดี๊ยนเคยเข้าไปอ่านในบล๊อกของฝรั่งมังข้าที่เขียนการเดินทางมาเที่ยวสุโขทัย บอกว่าให้มาถ่ายรูปตรงนี้ตอนพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับจะสวยงามคนานับจับตาเชียวค่ะ เดี๊ยนกลัวจะมาไม่ทันเลยถ่ายรูปสะท้อนเงาน้ำ พอกระเทินไปก่อนค่ะ



วัดถัดที่เดี๊ยนปัดหมุดไว้คือ วัดสระศรีค่ะ เมื่อคืนวานดูสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 10 แห่งที่ควรไปแล้ว ก็นึกถึงวัดนี้ ที่มีภาพถนนตัดผ่านเมื่อปี 2521 ค่ะ ปัจจุบันได้รับการดูแลจากกรมศิลปากรอย่างดี สวยงามจริงๆเชี่ยวค่ะ




ตามเนื่้อหาด้านบนภาพนะคะ วัดสระศรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นวัดที่มีความงดงามเจิดจรัวแพรวพราวสกาวโชติช่วงรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งพอๆกัน เนื่องจากตั้งอยู่กลางน้ำสระ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ชื่อว่าสระตระพังตระกวน โบราณสถานสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระฆัง วิหาร อุโบสถ และเจดีย์รวมขนาดต่างๆ รวม 9 องค์ค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html
อากาศร้อนๆแบบนี้ ขาดไม่ได้เลยค่ะ คือน้ำ จะให้ดื่มน้ำอัดลม น้ำส้มซ่า น้ำปลาร้าทรงเครื่อง ก็สู้น้ำธรรมดารสชาติจืดๆไม่ได้ค่ะ ช่วยทดแทนเหงื่อที่ไหลท่วมตัวเดี๊ยนได้เยอะมากค่ะ  ตอนนี้เหงื่อเริ่มมีกลิ่นเหม็นอับไปทั่วตัวจนกลบกลิ่นน้ำหอมดังจากฝรั่งเศสไปแล้วค่ะ



เดี๊ยนปั่นออกมาตามแผนที่จะเป็นถนนอีกเส้นค่ะ มีป่าต้นฉำฉากิ่งก้านสาขาแตงแขนงให้ร่มเงา ดูสดชื่นมากๆเลยนะค่ะ โบราณสถานต่อไปที่เดี๊ยนวางแผนไปคือ วัดพระพายหลวงค่ะ


ระหว่างทางปั่นจักรยานที่จะไปวัดพระพายหลวงตามแผนที่ ก็เผลอไปเห็นฝรั่งมังข้า กำลังถ่ายรูปกับวัดนึงอยุ่ ที่โดดเด่นเพราะเป็นวัดที่มีช้างล้อมรอบค่ะ ชื่อว่า วัดสรศักดิ์ เดี๊ยนเลยปั่นจักรยานมาพักเหนื่อย ให้หายก่อน เลยแวะถ่ายรูปสักหน่อยค่ะ


ปั่นจักรยานผ่านวัดโน้น วัดนี้ ไม่ได้รู้สึกเบื่อแต่อย่างใดค่ะ ช่วยคลายความกังวลเรื่องความร้อนไปได้เลย แถมได้ออกกำลังกายได้เหงื่อ ได้เผาผลาญแคลอรี่ของตัวเองด้วย น่าจะผอมลงไปได้สักกะนิดก็ยังดีค่ะ




โบราณสถานต่อไปที่เดี๊ยนปั่นจักรยานแวะมาเที่ยว นั้นก็คือ วัดพระพายหลวงค่ะ ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์สุโขทัยมากค่ะ เพราะมีสิ่งก่อสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้งเมืองสุโขทัย และก่อสร้างเพิ่มมาจึนถึงสุโขทัยตอนปลายเลยค่ะ ตามเนื้อหาด้านบนค่ะ

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html

เห็นโบราณสถานในวัดพระพายหลวง ถือว่าเก่าแก่จริงๆค่ะ ดูออกไปทางศิลปะขอมเสียมากกว่าค่ะ ภายในวัดยังพบซากปรักหังพังของพระพุทธรุป ที่ยังคงเหลืออยู่ให้เห็นค่ะ เดี๊ยนนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่วัดพระพายหลวง ก็มีลมเย็นพัดโชย นึกก็อยากนอนเสียขึ้นมาทันทีค่ะ เป็นวัดที่เงียบสงบ ผู้คนไม่วุ่นวายเลยค่ะ เหมาะสำหรับมาไหว้พระ วาดรูปโบราณสถานค่ะ

 เดี๊ยนปั่นจักรยานออกจากวัดพระพายหลวงมาตามแผนที่ เพื่อมุ่งหน้าไปวัดศรีชุมต่อค่ะ แต่แล้วทำไมเส้นทางเริ่มเป็นแบบนี้ค่ะ  เดี๊ยนเริ่มรู้ตัวแล้วค่ะ ว่าตัวเองหลงทางแล้วแน่ๆค่ะ เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักค่ะ เหมือนเป็นถนนของชาวบ้านไปทุ่งนาค่ะ เดี๊ยนเลยกลับมาตั้งหลักใหม่ที่วัดพระพายหลวงดีกว่าค่ะ

ในที่สุดก็ไม่หลงทางแล้วค่ะ มาถึงสักทีวัดศรีชุม อยู่ใกล้วัดพระพายหลวงเลยค่ะ จริงแล้วเดี๊ยนออกจากวัดพระพายหลวงต้องเลี้ยวซ้าย และเดี๊ยนดันเลี้ยวขวา ก็เลยปั่นเตลิดเปิดเปิ้งไปหลงทางไปเจอทุ่งนาแทน

มาถึงวัดศรีชุม ถือเป็นวัดที่เป็น Unseen และมีผู้คนมาเยือนมากที่สุดอีกแห่งค่ะ เพราะเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่ในอุโบสถค่ะ และมีช่องกำแพง
วัดศรีชุม ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โบราณสถานที่สำคัญได้แก่ มณฑป เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปารวิชัย ขนาดความสูง 15 เมตร หน้าตักกว้าง 10.30 เมตร ที่ปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า พระอวจนะ มีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว พระพุทธรูปองค์นี้ ได้รับการบูรณะสังขรณ์เมื่อปี 2496-2499 ค่ะ ตามข้อมูลด้านบนค่ะ


ซื้อตั๋วเข้าไปชมความ Unseen ด้านในวัดกันค่ะ ค่าธรรมเนียมคนไทยเพียง 20 บาท ค่ะ ถือว่าเป็นค่าบำรุงสถานที่ค่ะ



เดี๊ยนเดินเข้ามาจากปากทางเข้ามาด้านใน ก็มองเห็นความเว่อร์วังอลังการของพระพุทธรูปแล้วค่ะ ว่าสวยงามจริงๆค่ะ มีช่องประตูเล็กมองลอดผ่านดูงดงามมากค่ะ ด้านในอุโบสถประดิบฐานพระพุทธรูปก็เนื่องแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่อยู่ออกันอยู่หน้าประตูค่ะ บ้างก็เซลฟี่ บ้างก็ไปไหว้พระ บ้างก็ถ่ายรูปหมู่ค่ะ ถือเป็นมุมมหาชนจริงๆเชียวค่ะ ใครมาสุโขทัยถ้าพลาดวัดนี้ ถือว่ามาไม่ถึงนะค่ะ เพราะเป็นวัดที่มีชื่อเห็นโดดเด่นในนิตยสาร โทรทัศน์ หรือทางอินเตอร์เน็ต ถือเป็นสถานที่สำคัญที่ถูกปัดหมุดให้ผู้คนทั่วสารทิศ แว่นแคว้น แดนตำบล จะเหนือฝ้ายใต้ล่า ก็ต้องดลใจมาสักการะพระพุทธรูป ที่วัดแห่งนี้ค่ะ

เดี๊ยนเริ่มเดินขยับตัวมาเรื่อยๆ สังเกตุสังกา ตอนนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี ก็ชะแว็ปตัวเข้าไปมุดตัวอยุ่ด้านในวิหารพระอุโบสถค่ะ


วัดศรีชุม ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โบราณสถานที่สำคัญได้แก่ มณฑป เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปารวิชัย ขนาดความสูง 15 เมตร หน้าตักกว้าง 10.30 เมตร ที่ปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า พระอวจนะ มีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว พระพุทธรูปองค์นี้ ได้รับการบูรณะสังขรณ์เมื่อปี 2496-2499 ค่ะ ตามข้อมูลด้านบนค่ะ


พอได้มายืนอยู่ด้านใน ดูตัวเดี๊ยนเองก็ตัวเล็กไปถนัดตาเลยค่ะ พระพุทธ อวจนะ ซึ่งแปลว่า ผู้ไม่ไหวหวั่น ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ทำการทำนุบำรุงขึ้นมาให้งดงามเว่อร์วังอลังการ์มากเชียวค่ะ ด้านในมีช่องลมผ่านด้วย ทำให้เข้ามาแล้วรู้สึกเย็นมาก และไม่รู้สึกร้อนเลยค่ะ
เพิ่มคำอธิบายภาพ

เดี๊ยนใช้เวลาอยู่ในวัดศรีชุมปาไปเกินครึ่งชั่วโมง เหลียวมองหน้าฬิกา 4 โมงเย็นแล้วเหรอ สถานที่ต่อไปที่ปักหมุดจะไปคือ วัดสะพานหินค่ะ ซึ่งอยู่ไกลจากอุทยานไปประมาณ 2 กิโลกว่าๆค่ะ ก่อนไปขอแวะซื้อของฝากคุณยายสักหน่อยค่ะ ไปเจอคุณยายอายุ 95 ปี มีเขียนป้ายติดไว้ด้วยค่ะ เป็นภาษาอังกฤษ ว่า ยายอายุเท่าไหร่แล้ว เป็นคุณยายที่่ยังดูแข็งแรง สายตาหรือหูก็ยังฟังชัด เดี๊ยนมาเสียเวลานั่งคุยกับคุณยายและลูกหลายของแกอีกประมาณ 20 นาทีได้ค่ะ คุณยายบอกเล่าเรื่องราวของคนสุโขทัยสมัยก่อนได้อย่างน่าชวนฟังค่ะ โดยบอกว่าที่ตรงนี้สมัยก่อนเป็นป่ารถทึบ ไม่มีใครกล้ามาทำอะไรเลย จนยุคจอมพลปอ มีการมารือฟื้อ ทำให้วัดนี้ถูกปรับปรุงอีกครั้ง สมัยก่อนตอนคุณยายเป็นเด็กอายุประมาณ 13-14 ปี ถ้าจะไปใหนก็ต้องเดินไป ไม่มีรถ ไม่มีเรือค่ะ ถ้าจะเข้าไปในเมืองก็ต้องเดินค่ะ ดูแกแข็งแรงมากนะค่ะ และยังโจงกระเบนถึงทุกวันค่ะ หาดูยากมากๆนะค่ะ ก่อนไปเดี๊ยนอุดหนุนยายซื้อโมบายปลาตะเพียนใบลานไป และขอให้คุณยายอายุยืน.....คุณยายจะมานั่งขายโมบายปลาตะเพียนใบลาน และของที่ระลึกอยู่เกือบทุกวันค่ะ ใครไปใครมาหามาเที่ยว ก็แวะไปทักทายแกได้ค่ะ

เดี๊ยนปันจักรยานออกจากวัดศรีชุม มุ่งตรงมายังวัดสะพานหิน ตามแผนที่ค่ะ ทางเข้ามาค่อนข้างเปลี่ยวค่ะ เพราะอยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้ามาอีก 200 เมตร ห่างจากตัวอุทยานประมาณ 2 กิโลกว่าๆได้ค่ะ ก่อนมาทีวัดนี้ ตอนซื้อของฝากก็บอกว่า หากเลย 4 โมงเย็นแล้ว เพราะไม่ยามหรือเจ้าหน้าที่ดูแลแล้วค่ะ ห้ามแวะมาค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อน เคยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดนทำร้ายจนเสียชีวิต แต่เดี๊ยนก็ไม่ได้เกรงกลัวอะไรค่ะ (มั่นใจมากค่ะ) ตอนปั่นมาก็กลัวๆหน่อยๆค่ะ พอปั่นมาถึงหน้าวัดสะพานหิน โล่งอกมากค่ะ ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งเทศและไทยอยู่บนเนิ่นวัดให้ชื่นใจค่ะ

คงเป็นโบราณสถานวัดสุดท้ายของทริปนี้แล้วค่ะ ยังไปไม่ครบ 10 วัดเลยค่ะ


วัดสะพานหินถือเป็นวัด ที่เดี๊ยนชอบมากอีกแห่ง เพราะมีทางเดินขึ้นไปบนเนิ่นเขา ซึ่งบนเนิ่นเขา มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้เป็นวัดทีมีวิวทิวทัศน์สวยงามอีกด้วยค่ะ เดี๊ยนปั่นจักรยานมาถึงวัดแห่งนี้ก็ร้อง อ๋อ..ทำไมถึงชื่อวัดสะพานหินก็เพราะมีหินเป็นบันใดทางเดินขึ้นวัดนี้เองค่ะ



วัดสะพานหิน เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนิ่นเขา มีทางปูลาดด้วยหินจากจากตีนเขาขึ้นไประยะทาง 300 เมตร สิ่งสำคัญในวัดมีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ เรียกว่า พระอัศฐารศ วัดนี้น่าจะเป็นวัดที่พ่อขุนรามทรงช้างเผือก ชื่อ รูจาคีรี เพื่อไปนบพระในวันขึ้นแรม 15 ค่ำ

ขึ้นมาบนเนินเขา มีพระพุทธรูปยืนหันหน้าไปทางเมืองเก่าสุโขทัย
วัดสะพานหิน เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนิ่นเขา มีทางปูลาดด้วยหินจากจากตีนเขาขึ้นไประยะทาง 300 เมตร สิ่งสำคัญในวัดมีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ เรียกว่า พระอัศฐารศ วัดนี้น่าจะเป็นวัดที่พ่อขุนรามทรงช้างเผือก ชื่อ รูจาคีรี เพื่อไปนบพระในวันขึ้นแรม 15 ค่ำ

วิวทิวทัศน์ด้านบนอากาศเย็นสบายค่ะ มองเห็นอุทยานเมืองเก่าสุโขทัยอยู่ไกลพอสมควรค่ะ  เดี๊ยนนั่งพักกินลม ชมวิวอยุ่ด้านบนนี้ไม่นานนัก นักท่องเที่ยวก็เริ่มทยอยลงกัน เดี๊ยนก็ต้องทยอยตามเค้าไปค่ะ ถ้าอยู่คนเดียวก็หวิวๆเหมือนกันค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.html
เดี๊ยนปั่นจักรยานเข้ามาในอุทยานเมืองเก่าสุโขทัยอีกครั้งค่ะ จนเกือบจะ 6 โมงเย็นแล้วค่ะ ว่าจะไปให้ทันพระอาทิตย์อัสดงตกลงแลลับขอบฟ้าคนานับค่ะ

ปั่นไปก็ชะงักงัน ไปเจอน้องๆนักเรียนกำลังเล่นดนตรีไทยให้ฟัง ไพเราะเพราะพริ้งเชียงค่ะ  เลยยืนฟังอยู่พักนึงก็จะไปยังจุดที่พระอาทิตย์อัสดงตกลงแลลับขอบฟ้าคนานับค่ะ


ในที่สุดก็มาทันยังบริเวณจุดชมพระอาทิตย์อัสดงตกลงแลลับขอบฟ้าคณานับ สวยงามหยดหยาดฟ้ามาลาลัยจริงๆค่ะ มีนักท่องเที่ยวที่พบกันบนวัดเขาสะพานหิน ก็ได้มาป่ะกันตรงนี้อีกค่ะ เดี๊ยนเลยได้ถ่ายรูปให้เค้าด้วยค่ะ



หลังจากถ่ายรูปพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับขอบฟ้าคณานับไปเสร็จ เดี๊ยนก็ปั่นจักรยานมาเดินหาซื้อของกินค่ะ ของฝากค่ะ...วันนี้ปั่นจักรยานเที่ยวตามโบราณสถานหลายแห่ง ขาเริ่มเปื่อย หลังเริ่มปวด ท้องก็เริ่มร้องกระจ๊อก กระจ๊าด ลำไส้ใหญ่เริ่มบิดตัวขอส่วนบุญของอาหารด่วน .... เดี๊ยนไม่รีรอมาเดินเพลินๆที่ตลาดในงานไปเจอคุณลุงตีมีด และแวะมาทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอีกแล้วค่ะ  รอบสุดท้ายของอาหารเย็นที่สุดโขทัยเย็นนี้ ก๋วยเตี๋ยวรสชาติอร่อยใช้ได้ค่ะ น้ำเข้มข้นซะใจเดี๊ยนนักค่ะ
สรุปเรื่องการกินที่สุโขทัย ทานแต่ก๋วยเตี๋ยว
คืนวันที่ 21 พ.ย. ทานก๋วยเตี่ยวสุโขทัย + ขนมชะมดงาดำในตลาดแลกเบี้ย รสชาติอร่อยแซ่บเว่อร์
วันที่ 22 พ.ย. ตอนกลางวัน ทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ในตลาดเมืองเก่า รสชาติแค่โอเค
วันที่ 22 พ.ย. ตอนเย็น ทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ในงานลอยกระทง รสชาติอร่อยเว่อร์
ทั้ง 3 มื้อ ทานแต่ก๋วยเตี๋ยวทั้งหมดเลยค่ะ


จนได้เวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่า เดี๊ยนก็ปั่นจักรยานกลับที่พักเพื่อไปเอากระเป๋าที่ได้ฝากไว้ค่ะ มาถึงรอบนี้มีพนักงานต้อนรับนั่งให้บริการอยู่ค่ะ คิดว่าจะพนักงานจะไปเล่นซ่อนหาซ่ะแล้วค่ะ พนักงานบริการเก็บกระเป๋าเดี๊ยนไว้ในล๊อคเกอร์อย่างดีเลยค่ะ เดี๊ยนต้องขอขอบพระคุณมากๆค่ะ ที่ปกป้องกระเป๋าเสื้อผ้าของเดี๊ยนอย่างดีค่ะ หวังว่าโอกาสหน้าจะได้กลับมาพักที่นี้อีกครั้งค่ะ ที่พักตกแต่งดูดีมีสไตล์น่าพักน่านอนมากค่ะ ถ้าจะให้ดีขอที่พักห้องนอนรวม เป็นราคารวมอาหารเช้าด้วยก็ดีค่ะ คิคิ...



เวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ เดี๊ยนก็มาขึ้นรถคอกหมูจากเมืองเก่า เดินทางมายังสถานีขนส่งสุโขทัย เพื่อตีตั๋วรถโดยสารจากสุโขทัยมากรุงเทพค่ะ.... ระหว่างทางนั่งรถมา มีผู้โดยสารเต็มคันรถเลยค่ะ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดี๊ยนนั่งอยู่เกือบท้ายรถเลยค่ะ มองเห็นดอกไม้ไฟเจิดจรัสแพรวพราวสกาวสดใส สวยงามมากๆ ถือเป็นการอำลาการเที่ยวสุโขทัยจริงๆค่ะ


รถคอกหมูมาจอดให้เดี๊ยนลงที่สถานีขนส่งสุโขทัย เสียเงินค่าโดยสาร 30 บาทค่ะ เดี๊ยนได้ตั๋วรถออกตอน 4 ทุ่ม ระหว่างเวลาเหลืออีก 1 ชั่วโมง เลยขอไปทำธุรอาบน้ำให้สดชื่นก่อน ซึ่งใกล้ๆขนส่งมีโรงแรมและเปิดบริการให้อ่าบน้ำด้วยค่ะ เสียเงินไป 30 บาทค่ะ เมื่อถึงเวลา 4 ทุ่ม ก็ได้เวลาขึ้นรถโดยสารกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปการเดินทางเที่ยวสุโขทัยค่ะ

สรุปงบประมาณค่าใช้จ่ายมีดังนี้ค่ะ
21 พ.ย. 2558
ค่าโดยสาร รถ ปอ. 2 ราคา 248 บาท ออกเดินทาง 8.30 ถึงสุโขทัย 17.00 น.
ค่ารถโดยสารคอกหมู จากสถานีขนส่งในตัวเมือง - เมืองเก่า 30 บาท
ค่ากินอาหารกลางวัน 30 บาท
ค่ากินอาหารเย็น ก๋วยเตี่๋ยว+ขนมชะมดงาดำ 90 บาท 
--------------------------------------------------------------
22 พ.ย. 2558
ค่าที่พัก 750 บาท
จักรยาน 50 บาท
ค่าธรรมเนียมเข้าพิพิธภัณฑ์+วัดศรีชุม 50 บาท
ค่ากินอาหารกลางวัน 30 บาท
ค่าน้ำดื่มขวดใหญ่ 13 บาท 
ค่ากินอาหารเย็น 30 บาท
ซื้อของฝาก  250 บาท
ค่ารถโดยสารคอกหมูจากเมืองเก่า - สถานีขนส่งในตัวเมือง 30 บาท
ค่ารถโดยสาร รถ ปอ.1 กลับกรุงเทพ 310 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1,898 บาท ค่ะ เกินงบที่ตั้งไว้ไป 598 บาทค่ะ 
ในใจตั้งงบไว้ 1500 บาท ที่เกินไป เพราะไม่ได้จองที่พักไว้เสียเนิ่นๆค่ะ ไม่คิดว่าที่พักแถวเมืองเก่าคืนวันที่ 21 พ.ย.ห้องพักจะเต็มเกือบทุกที่ ก็เลยได้ที่พักราคาสูงไปหน่อยค่ะ แต่ที่พักก็ดีมากนะค่ะ มีโอกาสคงได้ไปพักอีกค่ะ

เดี๊ยนคุณนายเว่อร์ ต้องขอขอบพระคุณชาวสุโขทัยที่มีน้ำจิตรน้ำใจ ให้ความช่วยเหลือในเรื่องของเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยว ขอบพระคุณเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและข้อมูลภาพดีๆที่อนุญาติให้เผยแพร่ได้ และขอบพระคุณทุกๆท่านที่เข้ามาติดตามการเดินทางของเดี๊ยนในบล๊อกนี้ เดี๊ยนหวังว่า รีวิวในบล๊อกนี้คงเป็นไดอารี่ให้เดี๊ยนใด้บันทึกให้ตนเอง และเผยแพร่ให้บุคคลอื่นได้อ่านเพื่อเป็นแนวทางต่อไปในอนาคตนะค่ะ หากมีข้อผิดพลาด พิมพ์ผิด อักขระตกหล่น ใช้คำไม่สุภาพ หรือคำฟุ่มเฟื่อยเยอะไป เดี๊ยนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ
จากคุณนายเว่อร์ เทอร์ชอบเที่ยวกินนอน
บล๊อกเกอร์มือสมัครเล่น

Share
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/05/blog-post_24.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/11/blog-post_18.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_31.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_10.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/08/bts.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_18.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_13.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_5.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/09/blog-post_19.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_8.htmlhttp://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_23.html

http://khunnaiver.blogspot.com/2015/10/blog-post_3.html
รีวิวลุยเดี่ยวเที่ยวสุโขทัย ตอนที่ 2 ปั่นจักรยานเที่ยวโบราณสถานเมืองเก่า ได้ความรู้ดีเว่อร์ เหมือนย้อนวัยมาเรียนสังคมศึกษาอีกครั้งค่ะ รีวิวลุยเดี่ยวเที่ยวสุโขทัย ตอนที่ 2 ปั่นจักรยานเที่ยวโบราณสถานเมืองเก่า ได้ความรู้ดีเว่อร์ เหมือนย้อนวัยมาเรียนสังคมศึกษาอีกครั้งค่ะ Reviewed by Khunnaiver blog on 08:58:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.