รีวิวเที่ยวจันทบุรี ขับมอเตอร์ไซต์เที่ยว 2 วัน ไปพักชุมชนเก่าฝั่งริมน้ำ เย็นซ่าบซ่านน้ำตกพลิ้ว ลมพัดลิ่วที่หาดเจ้าหลาว นั่งกินมะพร้าวอร่อยเริ่ดเว่อร์


 เดี๊ยนคุณนายเว่อร์ ขอมาทักทายสวัสดี๊ดี สวีดั๊ดดัดคุณผู้อ่าวชาวเน็ตทุกๆท่านที่กำลังหน้าจอคอมหรือเปิดมือถืออันไฮโซโก้เก๋ หาข้อมูลที่เที่ยวโน้นนี้นั้นอยู่นะค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆท่านเข้าสู่เว็ปบล๊อกแนะนำที่พัก รีวิวที่เที่ยว นึกอะไรได้ก็เขียนไปค่ะ เขียนไถไปเรื่อยเปื่อย บ้าๆบอๆ ไม่เคยถูกหลักไวยากง ไวยากรณ์ ตกๆหล่นๆ ตามประสาคนบ้าเที่ยวแบบคุณนายเว่อร์ เขียนไป ไม่รู้จะมีคนมาอ่านหรือเปล่านะค่ะ ถึงไม่มีคนมาอ่าน แต่เข้ามาดูรูปอย่างเดียว วันละ 1-2 คน เดี๊ยนก็ดีใจที่สุ้ดแล้วค๊า......เมื่อช่วงวันที่ 19-20 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา เดี๊ยนได้มีโอกาศลาพักร้อนมาค่ะ เดี๊ยนเลยตัดสินใจเลือกจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก นั้นก็คือจังหวัดจันทบุรีค่ะ เนื่องจากเดินทางได้ไม่มีกี่ชั่วโมง และอีกอย่างอยากจะไปรำพึงรำพัน อาลัยอาวรณ์ ถึงความหลังอันเก่ากาล ที่เคยเยือนสถานแห่งนี้มาหลาย 10 กว่าปีได้กระมัง และอีกอย่างในช่วงเดือนพฤษภาคมแบบนี้ เป็นช่วงหน้าผลหมาก รากไม้ ผลิดอกออกผล ให้คนไปยลตระการ ที่รสชาติอันหอมหวานโอฬารจับใจ ดูสิว่า รสชาติผลไม้เมืองจัน จะอร่อยเลิศล้ำแค่ใหน ต้องแวะไปลิ้มลองด้วยตัวเอง ทั้งราชนีผลไม้อย่างมังคุดรสชาติดี มีเงาะโรงเรียนหวานฉ่ำ รสเลิศล้ำทุเรียนหมอนทอง นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดมากมาย อาทิ ชุมชนเก่าริมน้ำเมืองจันทร์ ที่อยู่ น้ำตกพลิ้ว ร่วงริ้วโรยระย้า ที่มีน้ำไหลลงจากหน้าผาสูงชัน ให้ได้ดื่มด่ำกันตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีหาดเจ้าหลาว ที่มีทรายสีขาวโค้งยาวดุจเสี้ยวพระจันทร์สวยเด่น เห็นท้องฟ้าและหมู่ดาวสุขสกาวแพรวพราวรุ่งโรจน์ ช่วงโชติชัชวาลย์ น้ำทะเลใสสดสีฟ้าคราม แสนอร่ามระยับจับตาเอย.....

ด้วยเหตุนี้ เดี๊ยนเลยตัดสินใจขอลุยเดี่ยว หอบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ นอนร้องเพลงโอ้ละเห่ สรวญเสเฮฮา นั่งรถโดยสารจากกรุงเทพไปตะแล๊ตแต๊ตแต๋ เพื่อพักผ่อนที่เมืองจันทบุรีสัก 2 วัน 1 คืนค่ะ ตอนแรกกะว่าจะเอารถส่วนตัวไปนะค่ะ แต่เดี๊ยนว่ามันสบายเกินไปค่ะ เลยขอเที่ยวแบบลำบากดีกว่าค่ะ อยากท่องเที่ยวเดินทางแบบนักแบกเป้ดูท่าทางน่าจะสนุก เดี๊ยนเห็นคนอื่นเค้าเที่ยวกัน มีโอกาสเข้าไปอ่านในเว็ปรีวง รีวิวในพันทง พันทิพย์ มีเนื้อหาให้อ่าน มีภาพสวยๆระยิบระยับงามวับจับตา เดี๊ยนเห็นแล้วมันช่างน่าสนุกและท้าทายหนักหนา เลยขอมาเขียนรีวิวเที่ยวแบบลั๊นลาด้วยคนนะคะ...โดยทริปนี้มีแผนเดินทางไป 2 วันค่ะ ตอนแรกวางแผนจะไป 4 วัน ให้ยาวถึงวันอาทิตย์เลยด้วยกระมัง เพราะติดวันหยุดนักขัตกฤษด้วยอีก 1 วัน ก็คือวันมาฆบูชา แต่ก็ติดตรงวันเสาร์เนี่ยแหละค่ะ เดี๊ยนเองก็มีงง มีงานในวันเสาร์ที่ต้องกลับไปรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ ก็เลยเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ไปแล้วกันค่ะ 2 วัน คือวัน พฤหัสกับวันศุกร์ และอีกอย่างนะค่ะ ทริปนี้ไม่ได้ชวนใครไปด้วยเลย เพราะไปแบบกระชันชิดมากๆ วางแผนล่วงหน้าก่อนจะไปแค่ 2 วันเอง แบบว่านึกจะไปก็ไปค่ะ นึกจะไม่อยากไปใหนก็ไม่ไปค่ะ เพราะเดี๊ยนเองก็มัวแต่เป็นคนบ้างาน บ้าเงิน จนไม่มีเวลาจะไปใช้เงินแล้วค่ะ เดี๊ยนเลยขออนุญาติมาใช้เงินสักหน่อย เอาแบบเที่ยวแบบประหยัดๆนะค่ะ ไม่หรูหรา ไม่ฟู่ฟ่า ไม่ไฮโซ แต่ก็ก็คงความโอ้โฮ้สวยงามงับ กับทรงผมกระบัง ที่ใหญ่ดั่งนางพญา ถึงแม้หน้าตาเดี๊ยนจะไม่ดูดีนักหนา แต่ก็พอไปวัดไปวาได้กระมัง

สรุปทริปเที่ยวเมืองจันทบุรี  2 วัน 1 คืน เดี๊ยนไปที่ใหนมาบ้างน๊า... สรุปแล้วไปไม่ครบหรอกค่ะ เพราะมัวแต่แวะโน้น นี้นั้น แต่มีอยู่ 1 อย่างที่ขาดไม่ได้เลย ถ้าไปเที่ยวใหนก็แล้วแต่ ต้องแวะไปวัดไปวา ไปทำบง ทำบุญ ไปสถานสงเคราะห์ มูลนิธิโน้นนี้นั้น ไปช่วยเหลือคนยากไร้ เผื่อว่าบุญกุศลที่เดี๊ยนได้ทำ จะช่วยให้ชีวิตเดี๊ยนได้เจอเนื้อคู่บ้าง ตอนนี้เป็นใยแก่ หนังเหี่ยว นั่งเยี่ยวอยู่บนคานทอง รอแต่ขอให้มีคนมาสอยลงจากคานนี้แหละค่ะ แต่อย่างไรก็แล้ว ถึงแม้จะไม่เนื้อคู่ แต่ก็มีการเดินทางและการท่องเที่ยวช่วยประโลมจิตใจ ให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระไร้ความกังวล จะไปที่ใหนก็ได้ทุกแห่งหน แสนจะดลบันดาลด้วยตัวเอง

วันที่ 19 พ.ค.2559
6.30 น.  นั่งรถโดยสารจากกรุงเทพ มุ่งหน้าสู่จังหวัดจันทบุรี ราคารถโดยสาร 187 บาท
10.00 น. ถึงสถานีขนส่งเมืองจันทบุรี จากนั้นเดี๊ยนก็นั่งวินมอเตอร์ไซต์จากสถานีขนส่ง ไปที่ท่าแฉลบซอย 6 เพื่อไปร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ ค่าเช่ามอเตอร์ไซต์วันละ 300 บาท เดี๊ยนเช่า 2 วัน เจ้าของร้านให้เช่าวันละ 200 บาทค่ะ มัดจำรถ 1000 บาท (เคยอ่านในรีวิว เห็นว่าต้องเช่าร้านนี้อยู่ท่าแฉลบ)
10.30.น. ขับมอเตอร์ไซต์จากร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ในเมืองจันทบุรี ขับไปที่ชุมชนริมน้ำเก่า เพื่อเข้าไปเช็คอินน์ที่พัก ซึ่งเดี๊ยนได้จองไว้แล้วค่ะผ่านอะโกด้า ราคาคืนละ 850 บาท ที่พักชื่อ แอทริมน้ำจัน โฮสเทล ไปถึงก็เช็คอินน์ได้เลย เพราะห้องว่างพอดีค่ะ เป็นโรงแรมติดริมแม่น้ำ มองเห็นโบสถ์โรมันคาทอลิก วัดพระแม่มารีอา
12.00.น รับประทานอาหารเที่ยง ที่ร้านอาหารใกล้ชุมชนริมน้ำ
12.40.น ขับมอเตอร์ไซต์เดินทางออกจากตัวเมืองจันทบุรี มุ่งหน้าไปที่ทะเล อำเภอท่าใหม่
13.30 น.ขับมอเตอร์ไซต์แวะเข้าทำทาน บริจาคทรัพย์ ช่วยเหลือสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเด็กพระคุณ
14.00-18.00 น.ขับมอเตอร์ไซต์มุ่งหน้าสู่อ่าวคุ้งกระเบน
            - ไปรับลมชมวิวที่ หาดเจ้าหลาว
            - ไปนั่งกินมะพร้าวที่ หาดแหลมเสด็จ
            - เดินศึกษาธรรชาติให้สำเร็จที่ ศูนย์ศึกษาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน
            - ตระเวนรถมอเตอร์ ขับต่อไปที่ เนินนางพญา จุดชมวิวที่เจิดจรัสเปล่งออร่า สวยงามจนต้องร้องอาอีใย๊ใย๊ยา จนเป็นหนึ่งในสถานที่ต้องตาของใครๆหลายคน ต้องมาเยือนที่จุดชมวิวทิวทัศน์แห่งนี้
            - ไม่ไกลมากนัก ขับมอเตอร์ไซต์เลยมานิดเดียว มาชมโค้งเสี้ยวพระจันทร์ที่ หาดคุ้งวิมาน โค้งยาวดุจสายป่าน ดั่งวิมานหยาดฟ้ามาลาดิน
            - แวะซื้อผลไม้ริมทางจากสวนเมืองจัน ทั้งเงาะ มังคุด และสละสุมาลี ที่รสชาติหอมหวานยวนยีน่ารับประทาน
18.30 น. เดินทางกลับเข้าที่พัก แวะหาของกินยามเย็น เดินเล่นชมชุมชนเก่าริมน้ำ
21.00 น. กลับเข้าห้องพัก นอนหลับพักผ่อนเอาแรง เพื่อเดินทางในวันต่อไปค่ะ

วันที่ 20 พ.ค.2559 
7.30 น. ตื่นแต่สายๆเลยค่ะ ออกมารับลมยามเช้า ก่อนไปทานข้าวเช้า ที่ร้านอาหารของที่พักซึ่งได้จัดไว้แล้ว มีข้าวต้ม และอาหารเช้าสไตล์อเมริกันให้เลือกทาน 
8.30 น. เก็บกระเป๋าเช๊คเอาท์จากโรงแรมที่พัก แต่ขอฝากกระเป๋าไว้ก่อนค่ะ เดี่ยวกลับมาเอา
8.40 น. แวะไปทำบุญไหว้พระวัดใกล้ๆชุมชนเก่าริมน้ำ ที่วัดเขตต์นาบุญญาราม
9.00 น. ขับมอเตอร์ไซต์ออกจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 17 กิโล มุ่งหน้าไปที่น้ำตกพลิ้ว ชมความงดงามของธรรมชาติอันร่มรื่น ชื่นอุรา
11.00 น.ขับมอเตอร์ไซต์ไปอีก 18 กิโลจากน้ำตกพริ้ว มุ่งหน้าไปหาดแหลมสิงห์
12.00 น.นั่งทานข้าว ริมชายหาดแหลมสิงห์
13.30 น.ขับมอเตอร์ไซต์กลับเมืองจันทบุรี แวะซื้อของฝาก ผลหมากรากไม้ ขนมหวาน
14.30 น.ถึงเมืองจันทบุรี ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม และเอามอเตอร์ไซต์ไปคืน เพื่อรับเงินมัดจำคืน
15.00 น.เดินทางออกจากเมืองจันทบุรี ถึงกรุงเทพเวลาประมาณ 18.00 น. โดยสวัสดิภาพค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_10.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_15.html
วันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.2559
เดี๊ยนตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โฮเลยค่ะ แหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้า ตาลี ตาเหลือก หอบกระเป๋าเป้ นั่งแท๊กซี่จากที่บ้านเดินทางไปที่สถานีขนส่ง ตีตั๋วรถโดยสารจากกรุงเทพราคาโดยสาร 187 บาท มุ่งหน้าสู่เมืองจันทบุรี เดี๊ยนได้ที่นั่งตรงประตูห้องน้ำพอดีเลยค่ะ พอได้ไปนั่งแล้ว กลิ่นจากห้องน้ำในรถโดยสาร ก็จะโชยมาเตะจมูก หอมระรื่นตื่นอยู่ทุกเวลาเอย
และอีกอย่างเลยนะค่ะ ประตูห้องน้ำในรถก็ไม่ค่อยดี ปิดไม่ค่อยสนิทเลย พอมีคนเข้ามาทำธุระเสร็จ ก็จะปิดไม่สนิทกัน ประตูก็จะเปิดออกมาดัง เอื้อดแอ้ด เอื้อดแอ้ เฮ่อ..เสนาะไพเราะหูยิ่งนัก  เดี๊ยนเองก็ต้องคอยลงไปปิดให้สนิท มิให้กลิ่นอันหอมหวนระจวนจิต ส่งกลิ่นหอมโชยมา ทำให้เดี๊ยนตกอยู่ในพะว้าพะวังไปกว่านี้
นั่งรถมาประมาณ 4 ชั่วโมง รถโดยสารก็มาจอดเทียบท่าที่ชานลา สถานีขนส่งเมืองจันทบุรีค่ะ พอได้ลงมาจากรถก็ค่อยโล่ง แต่อากาศก็ร้อนพอสมควร
พอมาถึงสถานีขนส่งเมืองจันทบุร ขอแวะเข้าห้องน้ำสักพัก มาขอตั้งหลัก มองหาพี่วิน ให้ช่วยพาไปส่งเดี๊ยนที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ในเมืองจันทบุรี
เดี๊ยนนั่งวินมอเตอร์ไซต์จากสถานีขนส่ง มาที่ร้านเช่ามอเตอร์ เมืองจันทบุรี โดยบอกพี่วินคนขับรถว่า มาร้านเช่ามอเตอร์ท่าแฉลบซอย 6 ค่ะ ราคาโดยค่าสารวินมอไซต์ 30 บาทเองค่ะ ตอนแรกคิดว่าพี่วินคิดแพงนะค่ะ ก็ไม่ได้แพงเลยนะค่ะ
พอไปถึงหน้าร้าน เป็นตึกคูหา 2 ตึกมีร้านซักอบรีดและร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ เดี๊ยนก็เข้าไปติดต่อขอเช่ากับเจ้าของร้าน คุณพี่เจ้าของร้านกำลังรีดเสื้ออยู่ ดูท่าทางร้านคุณพี่แกจะทำร้านซักอบรีดไปด้วยกระมัง
เจ้าของร้านบอกว่า ค่าเช่าวันละ 300 บาท เดี๊ยนขอเช่า 2 วัน คุณพี่แกคิดให้เดี๊ยน 200 บาทต่อวันค่ะ ค่ามัดจำรถ 1000 บาทพร้อมยึดบัตร ปปช.ไว้ค่ะ ส่วนเดี๊ยนเองยังมีใบขับขี่ รถจยย.ช่วยคุ้มครองป้องภัยไว้ เมื่อเจอด่านตำรวจตรวจ ค่อยโชว์บัตรอาญาสิทธิ์นี้แก่ตำรวจไปแล้วกัน
 ก่อนเลือกรถมอเตอร์ไซต์ เดี๊ยนต้องเช๊คสภาพยางรถดี เพราะน้ำหนักเดี๊ยนเองก็เยอะ เกรงจะไประเบิดระหว่างทางเข้า จะพาลลำบากเอาเสียหนักกว่าเดิม...พอเดี๊ยนเลือกมอเตอร์ไซต์แล้ว ก็ได้เวลาแว๊นๆ แอ๊น แอ๊น ตะล่อน และตะแล๊ดแต๊ดแต๋แล้วค่ะ
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ตรงไปยังชุมชมริมน้ำเก่าเมืองจันทร์ เพื่อไปเช็คอินน์ ฝากกระเป๋าเป้ไว้ก่อนค่ะ เปิดดูแผนที่ในโทรศัพท์มือถือ อันทันสหมอก ทันสมัย ที่น่าจะช่วยบอกทางเดี๊ยนให้ไปถึงที่หมายค่ะ 
เดี๊ยนต้องถึงชุมชมเก่าริมแม่น้ำจันทบุรีแล้วค่ะ ยังคงดูคลาสสิค ให้อารมณ์แบบว่า ชิวๆดียิ่งนัก
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์ เหลียวมองหาชื่อโรงแรมที่พักริมแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งได้จองไว้แล้ว ขับมาสักพักก็เจอแล้วค่ะ โรงแรมที่ได้จองไว้ ชื่อ แอทริมน้ำจันทร์ โฮสเทล เห็นว่าเป็นที่พักเปิดใหม่เลย เดี๊ยนขอมาเจิมหน่อยค่ะ
เป็นที่พักเปิดใหม่ แนวแบบตึกเก่า เอามารีนูเวฟ ปรับปรุงใหม่ แต่ยังคงตึกเก่าเอาไว้ มีมุมถ่ายรูปเก๋ให้นั่ง ด้านหน้าเป็นร้านค้า มีร้านอาหารขายค่ะ
เดี๊ยนขอมาขอประสงค์แจ้งความจำนง เข้าเช๊คอินน์ พนักงานบอกให้ไปด้านในค่ะ ที่พักบรรยากาศดี อยู่ติดริมแม่น้ำเลยนะค่ะ มีที่นั่งให้ด้วย มองเห็นโบสถ์วัดพระแม่มารีอาเลย
ตอนเช็คอินน์ พนักงานก็มี ขนมนมเนย มาเสริฟลูกค้าที่มาพัก เป็น Welcome Drink ด้วย ดีจังเลยค่ะ..ทานขนมเป็นออเดิฟ มื้อเที่ยงไปเรียกน้ำย่อย เพิ่มความหวาน น้ำตาลให้ตัวเองแล้วกันค่ะ
 พนักงานพาเดี๊ยนขึ้นไปที่ห้องพัก พอเปิดประตูเข้าไป ก็ตกอก ตกกะใจ กับในห้อง ทำไมใหญ่เว่อร์วังอย่างนี้ค่ะ อีกอย่างมีหลายเตียงด้วย
เดี๊ยนก็เลยถามพนักงาน บอกว่ามีลูกค้าอื่นนอนด้วยหรือเปล่า?
พนักงาเอยปาก พร้อมยิ้มแก้มปริ บอกว่า ไม่มีเลยครับ!! ห้องนี้มีพี่อยู่คนเดียว...
เดี๊ยนต้องร้องอุทาน อุ้ยตายแล้ว!! ห้องพักมันจะใหญ่เกินไปเสียกระมัง..
เดี๊ยนเลยถามกลับไปว่า มีห้องเล็กกว่านี้มั๊ย!!
พนักงานบอกว่า...ไม่มีเลยครับ!! โอ้มายกอด เดี๊ยนก็กลัว นอนไป จะมีใครโผล่มานอนกับเดี๊ยนอีกคนหรือเปล่า เดี๊ยนก็คิดมากไปเสียแล้ว
ห้องนี้ดูท่าน่าจะเหมาะกับครอบครัว หมู่คณะ นอนกันได้หลายๆคน ไม่น่าจะเหมาะกับห้องที่มานอนคนเดียวแบบเดี๊ยนเป็นแน่แท้  แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อทางที่พักจัดให้เดี๊ยนนอนห้องนี้ ก็คงต้องนอนไปแล้วกันค่ะ 
 ในห้องมีทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศให้ค่ะ แต่เดี๊ยนว่าแอร์ น่าจะทำงานหนักมาก เพราะเห็นมีรูรั่วของไม้ที่ปิดไม่ปิดเต็มไปหมดเลย แต่ก็มีพัดลมช่วยระบายอากาศได้บ้าง
ห้องน้ำเป็นห้องน้ำส่วนตัว แต่ห้องที่เดี๊ยนได้ ห้องน้ำชักโครกด้วยเอียงๆหน่อยค่ะ

 ในห้องมีแอร์ มีทีวี ตู้เย็น ทีวีให้ และห้องพักมีห้องน้ำส่วนตัวให้ด้วยค่ะ
ระเบียงนอกห้อง มองเห็นโบส์ถ วัดพระแม่มารีอา วิวสวยดีนะค่ะ บ้านที่พักก็ให้อารมณ์เหมือนมานอนบ้านตัวเอง อะไรประมาณนั้นค่ะ
ด้านล่างที่พัก มองลงจากระเบียงไปก็เป็นร้านอาหาร
ติดกับผนังโรงแรมที่พัก มีผนังรูปวาดสุดคลาสสิค เอาใจคนรักการถ่ายรูปด้วยค่ะ เก๋ๆดี ชอบค่ะ
หลังจากที่เดี๊ยนได้เช็คอินน์กับที่พักไปแล้ว ก็ได้เวลาออกมาตะล่อนเที่ยวแล้วค่ะ ก่อนออกมาตะล่อน และไปตะแล๊ดแต๊ดแต๋ ขออาหารมื้อเที่ยงนี้ทานก่อนค่ะ
ท้องของเดี๊ยนเริ่มร้องแล้ว ทานขนมไปรู้สึกจะไม่อิ่มเสียแล้วกระมัง..ใกล้กับชุมชนริมน้ำ มีราดน้ำเส้นหมีจันทร์อร่อยๆให้ลิ้มลอง เดี๊ยนเลยขอไปทานเป็นมื้อเที่่ยงนี้เสียเลยค่ะ
มื้อเที่ยงนี้ เดี๊ยนเลยจัดไปค่ะ ราดหน้าหมี่เส้นจัน รสชาติอร่อยเลิศล้ำมากค่ะ
ได้เวลาออกเดินทางแล้วค่ะ เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์ออกจากเมืองจันทบุรี มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งแรก นั้นก็คือ สถานสงเคราะห์เด็ก บ้านเด็กพระคุณ เป็นสถานสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ระยะทางจากในตัวเมืองจันทบุรี มาสถานสงเคราะห์บ้านเด็กพระคุณ ประมาณ 10 กิโลเมตรค่ะ
 ขับมอเตอร์ไซต์มาเรื่อย ท่ามกลางแสงแดดอันแผดเผา เร้าร้อนแรง เจิดจรัสเปล่งแสงอุตราไวโอเลต ก็มาถึงสถานสงเคราะห์บ้านเด็กพระคุณแล้วค่ะ
ขับมอเตอร์ไซต์มาช่วงเวลาบ่ายโมง ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยงสุดๆ แต่ไม่ท้อขับจนถึงที่หมายค่ะ สถานที่แรก เดี๊ยนขอแวะมาร่วมบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเด็ก ที่บ้านเด็กพระคุณค่ะ

ร่วมบริจาคช่วยเหลือเด็ก ในสถานสงเคราะห์ค่ะ ร่วมช่วยเหลือเด็กกำพร้าให้มีอนาคตที่ก้าวหน้า และเป็นคนที่อยู่ร่วมในสังคมได้ต่อไป 
หลังจากได้ร่วมบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเด็กที่บ้านเด็กพระคุณเสร็จแล้ว เดี๊ยนก็สตาร์ทรถมอเตอร์ไซต์ แอ้น แอ้น ขับมายังสถานที่ท่องเที่ยวต่อไปคือ หาดเจ้าหลาว หาดแหลมเสด็จ และศึกษาอ่าวคุ้งกระเบนค่ะ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆกันค่ะ
ถึงแล้วค๊า...หาดเจ้าหลาว เป็นชายหาดที่สวยงาม เงียบสงบ ถือเป็นชายหาดที่น่าพักอีกแห่ง เนื่องจากไม่มีถนนเลียบชายหาดกั้นนะค่ะ มีโรงแรมที่พักอยู่ติดทะเล บรรยากาศดี๊ดี ชนะเลิศเว่อร์มากๆ มีหาดทรายสีขาว โค้งยาวดุจเสี้ยวพระจันทร์ งามสีสันทะเลฟ้าใส
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์มา ก็มานั่งพักผ่อนเอนกายยา ให้ชื่นฉ่ำอุราไปถึงทรวงใน

ใครที่จะมาเที่ยวเล่นน้ำทะเล ขุดดิน กินหาดทราย ยกโขย่งกันแบบครอบครัว ก็จูงลูก จูงเหลน กระเตงหลาน หอบกันมาเที่ยวเป็นคันรถ จะขับรถซาเล้ง หรือรถอีแต๋นมาเที่ยวก็เริ่ดสะแม๊นแต๊นสุดเลยค่ะ
ที่หาดเจ้าหลาวแห่งนี้ มีทะเล ชายหาดสีขาว โค้งยาวดุจเสี้ยวพระจันทร์ งามล้ำน้ำทะเลสีฟ้าสวยสด
 ขับมอเตอร์ไซต์ตรงมาอีกหน่อย ก็จะเป็นหาดแหลมเสด็จ ชายหาดแห่งนี้ก็ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่ง มีมุมให้นั่งรับลมเย็นๆ ชื่นกายสบายอุราจริงนักเชียว ใครที่จะมาเที่ยวแบบครอบครัว ก็จูงลูก จูงเหลน กระเตงหลาน หอบกันมาเที่ยวเป็นคันรถ จะขับรถซาเล้ง หรือรถอีแต๋นมาเที่ยวก็เริ่ดสะแม๊นแต๊นสุดเลยค่ะ
และใกล้ๆชายหาดแหลมเสด็จ ก็มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติ อ่าวคุ้งกระเบน ด้วยค่ะ
เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์ออกจากหาดแหลมเสด็จ ใกล้ก็จะมีศูนย์ศึกษาธรรมชาติ อ่าวคุ้งกระเบน ถึงเป็นแหล่งศึกษาป่าต้นน้ำของป่าชายเลน ที่ดีอีกแห่งเลยค่ะ น่าสนใจมากๆค่ะ
พอได้เดินเข้ามาแล้ว ก็จะมีต้นโกงกางและต้นไม้ชนิดต่างๆขนาบอยู่ 2 ตลอดทางเดิน บรรยากาศในวันที่เดี๊ยนไปดูร่มรื่น เงียบสงบ และมีป้ายชื่อติดตามต้นไม้ เพื่อให้คนที่ได้มาเที่ยวได้รู้จัก พร้อมมีจุดพักตามศาลาและมีป้ายให้ความรู้ถึงป่าชายเลน เดี๊ยนว่าได้ความรู้ดีมากๆค่ะ
เดินไปเรื่อยๆ เมื่อยก็นั่งพักค่ะ
เดินไป ก็อ่านไป ได้ทั้งความรู้ และได้ทั้งบรรยากาศอันแสนร่มรื่น แล้วพัดโชยเย็น ผ่านป่าชายเลน ต้นโกงกาง เอนกิ่งก้านใบ พัดพลิ้วไหว
เดินอาจจะมีบ้างที่ต้องเดินหลบต้นไม้ไปบ้างนะค่ะ
หลังจากเดี๊ยนได้เดินกินลม ชมป่าไม้ชายเลน ที่ศูนย์ศึกษาอ่าวคุ้งกระเบนได้เกือบจะชั่วโมง แหงนดูนาฬิกา ว้ายได้เวลาต้องไปที่อื่นต่อแล้วสิ เดี๊ยนเลยสตาร์มอไซต์ขับออกจากหาดเจ้าหลาว ขับรถมาอีกประมาณ 8 กิโล เพื่อเดินทางไปยังจุดชมวิวเนินนางพญา ที่มีคำกล่าวขานกันว่า สวยงามนักหนา จนเดี๊ยนต้องมาชมสักครา ให้เห็นเต็มสองลูกกะตาเสียแล้วซี
หลังจากเดี๊ยนได้เดินกินลม ชมป่าไม้ชายเลน ที่ศูนย์ศึกษาอ่าวคุ้งกระเบนได้เกือบจะชั่วโมง แหงนดูนาฬิกา ว้ายได้เวลาต้องไปที่อื่นต่อแล้วสิ เดี๊ยนเลยสตาร์มอไซต์ขับออกจากหาดเจ้าหลาว ขับรถมาอีกประมาณ 8 กิโล เพื่อเดินทางไปยังจุดชมวิวเนินนางพญา ที่มีคำกล่าวขานกันว่า สวยงามนักหนา จนเดี๊ยนต้องมาชมสักครา ให้เห็นเต็มสองลูกกะตาเสียแล้วซี
ระหว่างทางขับรถสอง 2 ข้างทางเพื่อไปยังจุดชมวิวเนินนางพญา เป็นถนนลาดยางสวยงามมาก มีเล่นให้ปั่นจักรยง จักรยาน มอเตอร์ซง มอเตอร์ไซต์ รถใหญ่ รถเล็ก ถนนอยู่ติดริมทะเล เส้นทางค้นเคี้ยวไปมาเหมือนงูเลื้อยเลยค่ะ เดี๊ยนเองขับมอเตอร์ไซต์มา ก็แวะพักถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยค่ะ ถึงแม้อากาศจะร้อนแดดแผดเผาเพียงใดก็ไม่หวัน เพราะหน้าเดี๊ยนเองก็หมองคล้ำดำไปหมดแล้ว..กลัวเสียอย่างเดียวคือ อย่าให้ยางรถรั่วก็พอ เพราะน้ำหนักตัวเดี๊ยนเองก็เยอะ รถมอเตอร์ไซต์รับน้ำหนักขึ้นลงเขาไม่ไหว ระเบิดกลางถนนขึ้นมา พาลจะลำบากหนักกว่าเดิมเอาค๊า
จุดชมวิว หาดเก็บตะวัน ก็งดงามมากๆค่ะ วันเดี๊ยนไปก็อยู่ช่วงบ่ายประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆได้กระมังค่ะ ถึงแม้แสงแดด จะแผดเผาทอแสงอุตราไวโอเลต มาเพียงใด เดี๊ยนก็ไม่หวั่นค่ะ เพราะยังมีลมพัดโบก โชยลมโชย โรยระรื่นชื่นจิตใจยิ่งนัก แสงแดดที่ร้อนแรง ทอแสงลงทะเล มองเห็นคลื่นทะเลขยับตัวระยิบระยับยังกะดวงดาวบนผืนผ้ามหาสมุทรอ่าวไทย งามสวยเฉิดส่องไฉไล ละมัยอำพรรณ ดุจพระจันทร์สีฟ้าคราม ยิ่งถ้าหากได้มาช่วงเวลาใกล้จะพลบค่ำ พระอาทิตย์ก็จะอัสดงลงแลลับ คงจะสวยงามจับตาคณานับยิ่งนักเชียว
ถึงแล้วค่ะ เนินนางพญา จุดชมวิวที่สวยงามนักหนา จนใครๆก็ต้องแวะมาเยือน มาถ่ายรูปแชะ แช่ะ เอาไปลงในไอจง ไอจี เฟสบง เฟสบุ๊ค เก็บลงในไดอารี เอาไว้ดูยามคิดถึงที่นี้กันค๊า...จุดชมวิวนางพญา ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยอีกแห่งของเมืองไทย จะเห็นท้องทะเลสดใสสีฟ้าคราม งดงามอร่ามตา ดุจนางพญาที่แสนจะเลิศเลอเว่อร์วังอลังการ สะท้านโลกา ทั้งสวยเด่น เห็นท้องฟ้าและหมู่ดาว สุขสกาวแพรวพราว รุ่งโรจน์ช่วงโชติชัชวาลย์ยิ่งนักเชี่ยว
พอได้ขึ้นไปบนเนินนางพยา ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามจับตายิ่งนัก โดยเฉพาะเวิ้งทะเลอ่าวไทย สีน้ำทะเลติดโขดหินจะเป็นสีเขียวมรกต งามหยดย้อย พอมองเลยไปไกล ก็จะเป็นน้ำทะเลสีฟ้าครามสวยใสสด ดุจหยดน้ำค้างจากพระจันทร์ 
อีกมุมหนึ่ง เดี๊ยนเคยเห็นในทีวง ทีวี อินเตอร์เน็ต ก็เห็นจะเป็นถนนลาดยางอยู่ติดริมทะเล ที่เป็นเส้นทางคดเคี้ยวแนบสนิทชิดติดริมทะเล ก็สวยงาม โอ้ละเฮไม่เบาเลย
มีแม่กุญแจมาคล้องไว้ที่ริมรั้วหนาผาแห่งนี้ ทำเหมือนในหนังซีรีย์เกาหลีเลยค่ะ....แต่ก็ขาดเสียแต่ลูกกุญแจนะค่ะ น่าจะติดเอาไว้ด้วย เผื่อใครไม่มีสตุ้งสตังซื้อแม่กุญแจ ก็น่าจะไขเอาไปใช้ล๊อคประตูที่บ้านต่อได้ค่ะ เป็นความคิดที่ดีเลิศ บรรเจิดตะเลิดไปไกลเชียว
เนินนางพญาในช่วงวันธรรมดา เป็นวันที่สดใส ซ่าบซ่ายิ่งนัก เพราะนักท่องเที่ยวบางตา ถ่ายรูปมุมใหนก็สวยไปหมด เพราะไม่ค่อยมีคนให้เห็นมากมายนัก หากเป็นวันหยุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ คงจะเอิกเกริกผู้คนและนักท่องเที่ยว ที่แน่นถนัดตาเป็นแน่แท้
เดี๊ยนยืนรับลมชมวิวที่จุดเนินนางพญาไม่นาน ก็ขับรถมาเส้นทางเดิมค่ะ แต่ขับตรงขึ้นมาอีกนิด มาชมคุ้งทะเลโค้งสวยงามจับตาคณานับอีกแห่ง นั้นก็คือ หาดคุ้งวิมานค่ะ
หาดคุ้งวิมาน ถือเป็นหาดสวยงามอีกแห่ง มีโค้งดุจเสี้ยวพระจันทร์ งามล้ำทะเลสีฟ้าคราม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งในช่วงวันธรรมดา ที่เดี๊ยนได้เดินทาง บรรยากาศ แหม่ช่างเงียบสงบ สุขอุรา ยิ่งนักเชียว
หาดคุ้งวิมาน ถือเป็นหาดสวยงามอีกแห่ง มีโค้งดุจเสี้ยวพระจันทร์ งามล้ำทะเลสีฟ้าคราม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งในช่วงวันธรรมดา ที่เดี๊ยนได้เดินทาง บรรยากาศ แหม่ช่างเงียบสงบ สุขอุรา ยิ่งนักเชียว
เดี๊ยนมายืนรับลมทะเล ที่หาดคุ้งวิมานนี้ได้สักพัก แหงนดูนาฬิกา ว้ายจะ 5 โมงเย็นแล้วนี่น้า เดี๊ยนก็เลยต้องสตาร์ทรถกลับเมืองจันดีกว่าค่ะ เพราะถ้ามั่วแต่หลงเสน่ห์นั่งรับลม จนลืมเวลาแบบนี้ เดียวได้ขับรถช่วงดึกๆไปก็เกรงจะมีอันตรายค่ะ
 ระหว่างทางขับรถมอเตอร์กลับ ขอแวะข้างทางไปอุดหนุนแวะซื้อผลหมาก รากไม้ของเมืองจันทบุรีหน่อยค่ะ ไปเจออยู่ร้านหนึ่ง เป็นบ้านมีสวนผลไม้ เอามาขายอยู่ริมทางเลย คุณพี่แกบอกว่า เป็นสวนของตัวเอง มีน้อยไม่ได้ปลูกส่งออก ก็เลยเอามาขายหน้าบ้านดีกว่า  เดี๊ยนเลยขอไปชิมดูสิ ว่าอร่อยรสชาติ จะหวานยวนยี่แค่ใหน โดยเฉพาะเจ้าสละสุมาลี กลิ่นนี้หอมยวนยี่จับใจ พอได้ลิ้มลองแล้วไง รสชาติหวานนุ่มละมัย จนต้องสั่งไปทานซัก 1 กิโล
ยังมีราชีนีผลไม้อย่างมังคุด สวยสะดุดมีมงกุฏครอบอยู่ เอามาแกะชิมดู รสชาติก็อู้ฮู้ ถูกใจเชียว ต่อมาแกะชิมเงาะโรงเรียน รสชาติก็ไม่เพี้ยนไปจากเดิม เลยต้องหยิบถุงมาใส่เงาะเพิ่มอีกซักกิโล
ขาดไม่ได้เลยอีกอย่างนะค่ะ คงต้องยกให้แม่นางทุเรียน ทั้งนางชะนี และนางหมอนทอง ที่รสชาติไม่เป็นรองใครๆ เพราะกลิ่นนี้แรงดียิ่งนักเชียว หาดใครชอบทานทุเรียนต้องไม่พลาด มาทานที่สวนเลยค่ะ
 เจ้าของก็ใจดี พามาดูทุเรียนหลังบ้านเลยค่ะ ปลูกกันเป็นสวนๆ มีหลายต้น คุณพี่เจ้าของสวนบอกว่า ปลูกมาหลายสิบปีแล้ว มีทั้งหมอนทอง ทั้งชะนี
 ดูทะเรียนหมอนทองพันธ์นี้ อยากจะเด็ดไปทานชิมดูนักซี ว่ารสชาติและกลิ่นนี้จะแรงดีแค่ใหนเชียว
เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์เข้าสู่เมืองจันทบุรี แวะเข้าไปที่ชุมชนเก่าริมน้ำ เพื่อไปเดินลัดเลาะชมตึกเก่าๆค่ะ
เดี๊ยนเดินออกจากที่พักมา ที่โบส์ถคริสโรมันคาทอลิก วัดพระแม่มารีอา (อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลจันทบุรี) โบส์ถสวยงามอีกแห่ง ที่ใครๆก็ต้องมาเยือน เพราะเป็นตึกสวยงามอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรี
พอเข้ามาชมใกล้ๆโบส์ถแห่งนี้แล้ว สวยงามจริงๆค่ะ ประดุจดั่งได้ไปอยู่ในเทพนิยายนิทานของชาวฝรั่งมังข้าอะไรประมาณนั้นเลยค่ะ
ระหว่างขึ้นสะพานข้ามไปชมโบส์ถวัดพระนางมารีอา ชุมชนริมแม่น้ำจันทบุรี ใกล้เพลาแล้วซี ที่พระอาทิตย์จะบ่ายคล้อย ค่อยๆอัสดงลงแลลับ เห็นแล้วก็สวยงามจับตาคณานับ ยิ่งนักเชียว 
ระหว่างขึ้นสะพานข้ามไปชมโบส์ถวัดพระนางมารีอา ชุมชนริมแม่น้ำจันทบุรี ใกล้เพลาแล้วซี ที่พระอาทิตย์จะบ่ายคล้อย ค่อยๆอัสดงลงแลลับ เห็นแล้วก็สวยงามจับตาคณานับ ยิ่งนักเชียว

เดี๊ยนเองก็เดิน ลัดเลาะชมวิวไปเรื่อยเปื่อยค่ะ ตลอดสองฝั่งมีทั้งตึกใหม่ ตึกเก่าที่ยังคงมีให้เห็นกัน บ้างอาคารก็ถูกปรับปรุงเป็นโรงแรม บางอาคารก็ถูกทิ้งปล่อยร้างไว้ บ้างอาคารก็ถูกมาจับทา ทาถู ขัดสีฉวีวรรณใหม่ ดูแปลกตาไปกว่า แต่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชูโรงอีกแห่งในเมืองจันทบุรี ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนชุมชนแห่งนี้ไม่ขาดสาย วิถีชุมชนของชาวเมืองจันทบุรี ที่ร่วมกันอนุรักษ์ตึกเก่าๆเอาไว้ให้รุ่นหลังได้มาเชยชมกัน ถึงแม้อาคารจะเก่าและผุพังไปตามกาลเวลาก็ตาม
ดูภาพจิตรกรรมการวาดแต่งเติมฝาผนังในชุมชนเก่าริมน้ำของตึกนี้ ดูแปลกตาดีนักเชียว เดี๊ยนว่า ภาพนี้ดูท่าจะเอาใจวัยรุ่น หนุ่มบาวสาวๆที่ชอบถ่ายรูปกันนะค่ะ ดูไปก็น่ารักดีค่ะ
ภาพดูแปลกตา น่ารัก พรุ้งพริ้ง มุ้งมิ้ง สวยงามตามสมัยนิยมค่ะ
 ไหว้ศาลเจ้าที่สักหน่อยนะค่ะ
 เพลาก็มืดดึกดืน เดี๊ยนเองก็คงไม่ได้ไปหาอะไรกินที่ใหนไกลค่ะ เพราะรู้สึกเริ่มปวดเมื่อยตามตัว อยากจะนอนพักผ่อน เลยขอมานั่งอุดหนุนกับข้าวของที่พักดูสักหน่อยค่ะ มานั่งทานริมแม่น้ำ
 กับข้าวเย็นมื้อนี้ไม่รู้ทานอะไรดี ก็เลยลองสั่งไอ้เจ้านี้มาทาน นั้นก็คือ ต้มยำระกำปลาอินทรี ลองมาสั่งทานดูซี ว่าจะอร่อยดีแค่ใหน
พอได้ลิ้มลอง รสชาติพอใช้ได้เลยค่ะ หอมระกำ หวานล้ำรสกะปิที่ออกเปรี้ยวจากระกำ ก็อร่อยใช้ได้เลยค่ะ...พอทานข้าวอิ่มแล้ว ก็เข้าหลับนอนพักผ่อนเก็บแรง เพื่อไว้ท่องเที่ยวในวันถัดไปค่ะ
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_10.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_15.html
วันที่ 20 พ.ค.2559 (วันวิสาขบูชา)
เดี๊ยนตื่นแต่เช้าตรู่เลยค่ะ เพราะเมื่อคืนนี้ ก็นอนแต่หัวค่ำเลย อาจจะเพราะเหนื่อย เมื่อยล้าจากการขับมอเตอร์ไซต์ ฝ่าแดด ฝ่าลม ความร้อนอันอบอ้าวกระมัง ก็เลยนอนหลับเป็นตายแบบไม่รู้ตัวไปเลยค่ะ
ห้องที่เดี๊ยนนอน ก็กว้างใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ก็ไม่มีความเย็นของแอร์เข้ามาช่วยเลย มีแต่ลมจากพัดลมเพดานค่อยให้ความเย็น เพราะห้องพักมีรูรั่วเยอะไปหน่อย เก็บอากาศความเย็นไม่ค่อยอยู่ค่ะ แต่ก็ยังดีที่มีพัดลมช่วยไม่งั้นเดี๊ยนว่า เมื่อคืนนี้ นอนไม่หลับแน่ๆเลยค่ะ
เดี๊ยนตื่นขึ้นมากับอากาศช่วงเช้าที่เย็นสบายดีมาก ไม่อบอ้าวเลย ดูเหมือนฝนจะตกเมื่อคืนนี้กระมัง ก็เลยช่วยทำให้อากาศเย็นสบายขึั้นมาบ้างค่ะ เช้าๆแบบนี้ เลยขอไปเดินเล่นชมตึกเก่าๆ เพื่อรออาหารเช้าที่โรงแรมตั้งให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับมาทานดีกว่าค่ะ
 ตื่นขึ้นมา มีพนักงานมีพนังงาน 2 คน กำลังง่วนทำอาหารเช้าอยู่กระมัง เดี๊ยนเดินลงมา บรรยากาศดีเงียบจัง
ร้านอาหารที่โรงแรม
 ตอนเช้าที่โรงแรม เดี๊ยนตื่นมาแต่เช้าเลย ขอลงมาเดินยืดเส้นยืดสายดีกว่าค่ะ

ร้านคง ร้านค้า ยังไม่เปิดทำการเลยค่ะ บรรยากาศในช่วงเช้าตรู่ ช่างเงียบสงบดีมากๆนะค่ะ
 มุมนี้ เดี๊ยนเห็น 2 คุณลุง กำลังนั่งดื่มน้ำชา และเล่นหมากรุกอยู่
 ชุมชนริมแม่น้ำจันทบูร ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชูโรง เหมาะสำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน สำหรับเดี๊ยนเอง เวลาได้นึกเดินมองเห็นตึกเก่า ก็มักย้อนถึงสมัยตอนยังเป็นเด็กๆละอ่อนน้อย เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก พออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบอะไรๆก็มากขึ้นตามไปด้วย เห็นตึกเก่าก็นึกอยากย้อนกลับไปในวัยเด็กๆนะค่ะ
แหงนดูนาฬิกาในข้อมือ เวลา 7.30 เดี๊ยนเลยเดินกลับเข้าที่พัก เพื่อรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม โดยอาหารเช้าที่โรงแรมมีข้าวต้ม และอาหารสไตล์อเมริกันให้เลือกทานค่ะ  มีชา กาแฟ โอวัลตินให้
 มีขนมชั้น ขนมทองหยิบให้เลือกทานด้วย แต่ขาดก็เสียแต่ ผักสลัดและผลไม้ น่าจะมีให้ด้วยนะค่ะ
มื้อนี้ เดี๊ยนเลยขอทานอาหารเช้าเบาๆเป็นข้าวต้มหมูดีกว่าค่ะ ถ้าจะทานอาหารแบบอเมริกง อเมริกันไม่ไหวเสียกระมัง เพราะไขมันก็เติมหน้าท้อง น้ำหนักเกินมาตรฐานไปเสียแล้ว
พอทานอาหารอิ่มแล้ว ก็ขอเดินให้อาหารย่อยสักหน่อยค่ะ 
 แดดในช่วงเช้าของวันที่ 20 พ.ค.2559 แสงแดด เริ่มทอแสงประกาย พร้อมอุณหภูมิที่เริ่มจะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆเลยค่ะ
แวะไปดูปรอทวัดอุณหภูมิอากาศแล้ว อยู่ที่ 33 องศาเซลเซียลเลยนะค่ะ เนี่ยขนาดในโรงแรมที่พักอุณหภูมิยังขนาดนี้ ออกไปข้างนอกต้องร้อนกว่านี้เป็นแน่แท้เลยค๊า
หลังจากทานข้าวอิ่มแล้วนะค่ะ เดี๊ยนก็ไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้  เพื่อทำการเช็คเอาท์ออกจากที่พัก แต่ก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน โดยแพลนวันนี้ กะว่าจะไปทำบุญที่วัดก่อน เลยไปทำบุญที่วัดใกล้ๆชุมชนเก่าริมน้ำนี้เองค่ะ เนื่องจากว่าวันที่ 20 พ.ค.นี้เป็นวันวิสาขบูชา ขอแวะมาทำบุญ พึงบุญพระพุทธ พระธรรม ชโลมใจ ชะล้างความมัวหมอง ออกจากห้วงหัวจิต ให้นึกคิดแต่สิ่งที่ดีๆ ชีวิตจะได้ดีตามไปด้วยค่ะ 
 เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์ออกจากที่พัก มาทำบุญที่วัดเขตต์นาบุญญาราม อยู่ใกล้ๆที่พักนี้เองค่ะ
พอได้ทำบุญ ทำทานเนื่องจากในวันวิสาขบูชาแล้ว ก็รู้สึกดีค่ะ เพราะวันที่ไปทำบุญ ก็มีนักท่องเที่ยว และชาวบ้านออกมาทำบุญด้วยเช่นกัน ถือเป็นวันฤกษ์งามยามดี วันวิสาชาบูชานี้เป็นวันแห่งมงคล ของพระพุทธศาสนา ที่อยู่คู่ค่ำฟ้ามานานหลายพันปี 
ทำบุญที่วัดเรียบร้อย ก็ได้เวลาไปตะแล็ดแต๊ดแต๋ ไปขับรถมอเตอร์ไซต์มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของวันนี้คือ น้ำตกพริ้วค่ะ ระยะทางจากตัวเมืองจันทบุร มาน้ำตกพริ้วประมาณ 17 กิโลค่ะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใครๆมาเมืองจันทบุรี ต้องแวะไปชมความงดงามของสายน้ำธารไหลลงจากหน้าผากระทบสู่โขดหินด้านล่าง มีปลาพลวงหินว่ายเวียนวน รอรับนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน และสัมผัสสายน้ำบนเขาสระบาปที่น้ำไหลตลอดทั้งปี เป็นน้ำตกที่เดี๊ยนเคยมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กๆ จนเข้าสู่วัยสาว ตอนนี้ก็เข้าสู่วัยแก่ ก็ยังคงต้องมาเยือน ให้ได้นึกรำพึงรำพันอาลัยอาวรณ์ ถึงความทรงจำสมัยนั้น มาดูสิว่าน้ำตกแห่งนี้ เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด

ขับรถมอเตอร์ไซต์มาเรื่อย เมื่อยก็หยุดพัก แวะเติมน้ำมันตามปั๊ม..ขับมอเตอร์ไซต์ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง ถึงแม้พระอาทิตย์จะทอแสงรัศมีอุตราไวโอเลยร้อนเพียงใด แต่ก็ยังมีลมพัดโบกโชคลมโชย ขับมอไซต์มาก็เลยไม่ได้รู้สึกร้อนแต่อย่างใดค่ะ และอีกอย่างไม่ต้องกลัวหลงค่ะ มีป้ายบอกตลอดทางเลย

 เดี๊ยนเอารถมอเตอร์ไซต์ไปจอดไว้ ที่ลานจอดซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก จริงๆแล้วมีคุณพี่ท่านนึงบอกให้เดี๊ยนขับมาจอดด้านบน เดี๊ยนเองก็งง มีที่จอดรถด้วยเหรอ แต่พอขับขึ้นมา ก็มีแต่ที่จอดรถคันใหญ่ เลยต้องวกกลับไปจอดที่เดิน เดินมาไม่ไกลค่ะ ตลอดสองข้างทาง มีร้านขายอาหารและของที่ระลึกตลอดค่ะ
ถึงแล้วค่ะ น้ำตกพริ้ว เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้วผู้ใหญ่ 40 บาท 
 เดินเข้ามามีต้นไม้สีเขียวขจีปกคลุมไปทั่วเขตอุทยานแห่งชาตินี้ ดูร่มรื่น น่าอภิรมย์ สวยสม เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ ให้อารมณ์ที่แสนจะพิศมัยวิไลลาศยิ่งนักค่ะ ถ้าถ่ายรูปออกมา ก็จะสวยพรุ้งพริ้ง มุ้งมิ้งกุ้งกิ้งมากกระมังค่ะ แต่เดี๊ยนถ่ายรูปในกล้องมือถืออันทันสหมอก ทันสมัย ถึงแม้จะแต่งแล้วก็ยังดูกากๆ และสับปะรังเคมากค๊า

 ที่ขาดไม่ได้เสียเลย หากมาน้ำตกพริ้ว ก็คงจะเป็นปลาพลวงหิน ที่อยู่คู่น้ำตกนี้มานานนม

 อนุสรณ์ปีระมิด พระนางเรือล่ม
 พระนางเรือล่ม ประดิษฐานไว้บนเนินหินใกล้กับอนุสรณ์อลงกรณ์
 อนุสรณ์อลงกรณ์ ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงมีสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระนางเรือนางล่ม ผู้อันเป็นที่เรือ
 จุดชมวิวใกล้กับอนุสรณ์อลงกรณ์ มองเห็นน้ำตกพริ้ว ที่น้ำตกไหลลงจากน้ำผาสูงชัน น้ำตกแห่งนี้มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะฤดูแล้งก็ตาม น้ำก็ยังมีให้เห็น  มีต้นไม้สีเขียวขจีปกคลุมไปทั่วเขตอุทยานแห่งชาตินี้ ดูร่มรื่น น่าพักผ่อนหย่อนใจ และพิศมัยวิไลลาศยิ่งนักค่ะ
 เดี๊ยนเดินขึ้นลงตามบันใด ที่ทางอุทยานจัดไว้ รู้สึกว่าจะทำดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ มีป้ายบอก ระวังลื่น ระวังโน้นนี้นั้น , ป้ายห้ามจับปลา อื่นๆบลาๆๆ
ในช่วงวันที่เดี๊ยนไป เป็นช่วงวันหยุดนักขัตกฤษ์คือวันวิสาขบูชา ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยว แห่แหนหลั่งไหลกันมาเที่ยวเล่นน้ำตกกัน บ้างก็เล่น บ้างก็ถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นการถ่ายรูปสวยๆ ตามสมัยนิยม เอาไปลงในไอจง ไอจี กระมังค่ะ 
หากเดินเข้ามาในน้ำตกนี้ จะมีหมู่ฝูงมัจฉาปลาพลวง แหวกว่ายอยู่ในท้องธารธาราของน้ำตก ที่เมื่อสัมผัสแล้วเย็นยะเยือก ให้ความรู้สึกที่สดชื่น ระรื่นจิต ระรื่นใจยิ่งนัก..

เดี๊ยนใช้เวลาพักผ่อน กินลม ชมนก ชมไม้ รำลึกความหลังสมัยยังเป็นวัยสะรุ่นอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆได้กระมัง ก็ได้เวลาที่ต้องเดินทางต่อไปค่ะ โดยเป้าหมายคือ ชายหาดแหลมสิงห์ค่ะ  
ระหว่าง ทางที่เดี๊ยนขับมอไซต์ออกมาจากน้ำตกพริ้ว ก็จะผ่านสวนผลหมากรากไม้ สวนเงาะ สวนทุเรียน มังคุด พอเห็นแบบนี้ เดี๊ยนเลยขอหยุด สต๊อปแวะซื้อผลไม้ของเมืองจันทบุรีหน่อยค่ะ 
สวนผลไม้ริมทางน้ำตกพริ้ว ในช่วงเดือน พ.ค. กำลังออกผลดีจริงเชียวค่ะ น่าทานมากๆ เดี๊ยนเหลียบมองเห็นคุณพี่สองท่านกำลัง ง่วนอยู่กับการตัดแต่งเงาะที่พึ่งเก็บออกจากสวนมา ถูกนำมาวางขายอยู่ริมทาง เห็นออกมาจากสวนสดใหม่เลย เงาะโรงแรมสีน่าทานมากๆค่ะ  
เดี๊ยนเดินเข้าไปในสวน มีมังคุด
มีลองก่อง แต่เจ้าของสวนแกบอกว่า ยังทานไม่ได้ เพราะผลยังไม่สุกพอ ก็เลยอดได้ทานเลย 
พอได้ชิมเงาะโรงเรียนของที่นี้แล้ว ผลนี้หวานฉ่ำยิ่งนัก ใหนๆแวะแล้ว จะไม่ซื้อก็กระไร ก็เลยอุดหนุนเงาะโรงเรียนผลโตๆ ของชาวสวนที่นี้แล้วกันค่ะ
ได้เงาะโรงเรียน เป็นผลไม้สำหรับทานเป็นอาหารล้างปากแล้วค่ะ
 เดี๊ยนขับรถมอเตอร์ไซต์ออกมาจาก อุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้ว ระยะทางประมาณ 17 กิโล ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง ช่วงที่ขับเป็นช่วงใกล้เที่ยงพอดี อากาศร้อนจริงๆ แต่ก็ขับมาถึงที่หมายโดยปลอดภัย สถานที่แห่งแรกเลยคือ ตึกแดง เป็นตึกเก่าโบราณสมัยสงครามโลกเลยค่ะ หากใครมาที่อำเภอแหลมสิงห์แห่งนี้ ต้องไม่พลาดมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่อาคารสีแดงแห่งนี้
ตึกแดง
เป็นโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่ง ของจังหวัดจันทบุรี สร้างเมื่อปี 2436 เดิมเป็นสถานที่ตั้งของป้อมพิฆาตปัตตามิตร ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันศัตรูรุกล้ำจากน่านน้ำเข้ามายังดินแดนไทย ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรี โดยอ้างเหตุการณ์พิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้รื้อป้อมแห่งนี้ลงและสร้างตึกแดง ซึ่งมีลักษณะเป็นตึกชั้นเดียวทาสีแดง หลังคามุงกระเบื้อง เพื่อให้เป็นที่พักและเป็นกองบัญชาการในขณะนั้น 
เวลาเที่ยงจะครึ่งได้ระมัง ท้องเดี๊ยนก็เริ่มออกอาการหิวแล้ว เดี๊ยนเลยขอมานั่งทานข้าวริมหาดแหลมสิงห์ดีกว่าค่ะ ที่ชายหาดแห่งนี้ ถือเป็นชายหาดที่สวยงามอีกแห่ง เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ พาลูก พาหลาน ยกโขย่งกันมาเป็นครอบครัว มาเที่ยวกันค่ะ มีร้านค้า ร้านอาหารให้บริการหลายร้านให้เลือกทานกันค่ะ...เดี๊ยนไม่รีรอ จอดมอเตอร์ไซต์เดินไปหาของกินแถวชายหาดแหลมสิงห์ค่ะ
เดี๊ยนเดินหาร้านอาหารจนได้ ร้านนึง เห็นคนนั่งทานเยอะดี รสชาติน่าจะอร่อย เลยเข้าไปนั่งริมชายหาด มีที่นั่งให้ ไม่เสียตังค่ะ เดี๊ยนสั่งเป็นอาหารจานเดียว 1 อย่าง และของหวาน 1 อย่างเป็นสละลอยแก้ว ปรากฏว่า กับข้าวยังไม่มาค่ะ แต่รู้สึกว่า แอ๊พพิไทเซ่อ จะมาเป็นดีเซิด(ของหวาน)จะมาเสริฟก่อนอาหารหนักเสียอีก ระหว่างที่รออาหารมื้อหนัก เดี๊ยนก็อดใจไม่ไหว เลยแกะเงาะโรงเรียนที่พึ่งซื้อมาจากชาวสวนที่น้ำตกพริ้ว แกะใส่ เอามาอะแด๊ปแอ๊บพลาย ให้เกิดรสชาติที่วอดวายมากกว่าเดิมค่ะ กินเป็นแอ๊ปพิไทเซ่อร์ เรียกน้ำย่อยไปก่อนแล้วกันค่ะ... พอได้ชิมแล้ว รสชาติหวานหอมอร่อยเริ่ดเว่อร์ค่ะ  ได้กินทั้งเงาะ และสละ  ตักเข้าปาก เคี้ยวพอกรุบกริบ เปรี้ยวหวานเค็มกำลังดี เอาไปเลยค่ะ 5 ล้านดาว
เดี๊ยนสั่งเป็นอาหารจานเดียว 1 อย่าง และของหวาน 1 อย่างเป็นสละลอยแก้ว ปรากฏว่า กับข้าวยังไม่มาค่ะ แต่รู้สึกว่า แอ๊พพิไทเซ่อ จะมาเป็นดีเซิด(ของหวาน)จะมาเสริฟก่อนอาหารหนักเสียอีก ระหว่างที่รออาหารมื้อหนัก เดี๊ยนก็อดใจไม่ไหว เลยแกะเงาะโรงเรียนที่พึ่งซื้อมาจากชาวสวนที่น้ำตกพริ้ว แกะใส่ เอามาอะแด๊ปแอ๊บพลาย ให้เกิดรสชาติที่วอดวายมากกว่าเดิมค่ะ กินเป็นแอ๊ปพิไทเซ่อร์ เรียกน้ำย่อยไปก่อนแล้วกันค่ะ... พอได้ชิมแล้ว รสชาติหวานหอมอร่อยเริ่ดเว่อร์ค่ะ  ได้กินทั้งเงาะ และสละ ตักเข้าปากเคี้ยวพอกรุบกริบ  เปรี้ยวหวานเค็มกำลังดี เอาไปเลยค่ะ 5 ล้านดาว
 อาหารมื้อหนักมาแล้วค่ะ..รอนานเหมือนกันนะค่ะ แค่อย่างเดียวรอนานเหมือนกันแฮ่ะ..เดี๊ยนทานเงาะในน้ำเชื่อมสละลอยแก้วจนจะอิ่มไปแล้วกระมัง อาหารหนักพึ่งมาเสริฟค่ะ...มื้อหนักเป็นอาหารจานเดียว สั่งผัดกะเพราทะเลค๊า รสชาติอาหารเผ็ดซ่าบซ่าได้ดีมากๆค่ะ
นั่งทานอาหารอิ่ม ก็นั่งพักรับลมทะเลเย็นๆ ไปพลางๆค่ะ แต่อากาศช่วงเที่ยงนี้ แดดร้อนเปรี้ยง อาศาเซลเซียลน่าจะฉลูแตะเกือบ 40 องศาได้กระมัง
เพราะรู้สึกว่าแผ่นหลังของเดี๊ยนยังร้อนอยู่เลย ขับมอเตอร์ไซต์มา เมื่อยหลัง แถมต้องรับแสงแดดอันร้อนแรง จนเสื้อคลุมแทบจะใหม้ตามไปด้วย เป็นการเที่ยวที่ท้าทาย แบบขับรับลมธรรมชาติไป ถือว่าเป็นการปลี่ยนจากแบบสบายๆ ที่เคยขับรถส่วนตัวมีแอร์เย็นๆ ไปโดยสิ้นเชิง
 เดี๊ยนนั่งทานอาหารที่หาดแหลมสิงห์ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ได้เวลาเดินทางกลับแล้วค่ะ...ระหว่างทางผ่านคุกขี้ไก่ด้วยค่ะ ขอแวะถ่ายรูปแป๊บค่ะ
ก่อนกลับขอแวะขึ้นสะพานแหลมสิงห์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามปากน้ำ มีบรรยากาศสวยงดงามมาก เดี๊ยนเลยขอขับรถมอเตอร์ไปชมวิว ณ สะพานแห่งนี้ดูค่ะ
สะพานแหลมสิงห์ 
พอขึ้นมาแล้ว ก็มองเห็นวิวปากน้ำ สวยงามสมคำล่ำลือจริงๆค่ะ เห็นชุมชนชาวเลริมปากน้ำแหลมสี และเป็นทะเลสองสี สวยงามจับตาคณานับ มีทั้งสีฟ้าและสีขาวแบ่งแยกกันอย่างชัดจัดเจน ดุจราวกับพระจันทร์เฉดสี แต่งเติมอยู่บนท้องนภากาศ ศิวิลาศศิวิลัย เฉิดส่องไฉไลละมัยอำพรรณ ดุจพระจันทร์สวยเด่น ห้องท้องฟ้าและหมู่ดาว สุขสกาวแพรวพราวรุ่งโรจน์ ช่วงโชติชัชวาลย์
มองเห็นวิถีของชาวประมงในปากน้ำแหลมสิงห์แห่งนี้ งดงามจับตาคณานับยิ่งนักเชียว สีฟ้าสดใสดูพรุ้งพริ้งมุ้งมิ้งกุ่งกิ้ง
ได้เวลาเดินทางกลับเมื่อจันทบุรีแล้วค่ะ เดี๊ยนขับมอเตอร์ไซต์กลับเส้นทางเดิน คือเส้นสุขุมวิท เพื่อขับรถมุ่งหน้าเข้าเมืองจันทบุรี 
ก่อนจะเข้าตัวเมือง ขอแวะทำบุญสังฆทานที่วัดไผ่ล้อมหน่อยค่ะ..จริงๆแล้วนะค่ะ จะแวะไปทานเย็นตาโฟร้านเจ๊เพ็ญแกค่ะ แต่เดี๊ยนเห็นคนยังกะหนอนเลย แน่นเต็มร้าน ถ้าไปทานต้องมีอันต้องรอนานเป็นแน่แท้ เลยแวะไปทำบุญ ไหว้พระอย่างเดียวดีกว่าค๊า
 ก่อนจะกลับเข้าตัวเมือง ขอแวะไปทำบุญ ทำสังฆทาน และไหว้พระนอน ที่วัดไผ่ล้อมดีกว่าค่ะ
 ก่อนจะกลับเข้าตัวเมือง ขอแวะไปทำบุญ ทำสังฆทาน และไหว้พระนอน ที่วัดไผ่ล้อมดีกว่าค่ะ
 เดี๊ยนขับรถออกจากวัดไผ่ล้อม มุ่งหน้าตรงเข้าสู่ตัวเมือง ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรมที่พักอยู่ที่ชุมชนริมน้ำ และขับมอเตอร์ไซต์ไปที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ตรงท่าแฉลบซอย 6 คืนรถให้คุณพี่เจ้าของรถเช่า ได้เงินมัดจำคืน 1000 บาท พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนค่ะ
จากนั้นเดี๊ยนก็นั่งวินมอเตอร์ไซต์จากท่าแฉลบไปที่สถานีขนส่งค่ะ แต่พอไปถึงสถานีขนส่ง กว่ารถจะออกก็อีกตั้ง 2 ชั่วโมง เดี๊ยนเลยเลือกนั่งรถตู้ดีกว่าค่ะ ราคาโดยสาร 200 บาท เดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพค่ะ...จบแล้วค่ะ 

สรุปทริปเที่ยจันทบุรี วันที่ 19-20 พ.ค.2559 นี้ เดี๊ยนใช้เงินไปทั้งหมด แจงรายละเอียดังนี้
ค่ารถโดยสารขาไป 187 ขากลับ 200 บาท
ค่าที่พัก 850 บาท
ค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ 2 วัน วันละ 200 บาท รวม 400 บาท
ค่าน้ำมัน 100 บาท
ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ 40 บาท
ค่ากินโน้นนี้นั้น+ซื้อผลไม้ทานประมาณ 600 บาท (ไม่รวมของฝากไม่รวมเงินทำบุญค่ะ)
รวม 2377 บาทค่ะ 

ทั้งนี้ท่านผู้อ่านสามาถเข้าไปดูรีวิวเที่ยวที่อื่นๆก่อนได้ที่เว็ป http://khunnaiver.blogspot.com/p/blog-page_91.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_10.html
http://khunnaiver.blogspot.com/2016/03/blog-post_15.html
รีวิวเที่ยวจันทบุรี ขับมอเตอร์ไซต์เที่ยว 2 วัน ไปพักชุมชนเก่าฝั่งริมน้ำ เย็นซ่าบซ่านน้ำตกพลิ้ว ลมพัดลิ่วที่หาดเจ้าหลาว นั่งกินมะพร้าวอร่อยเริ่ดเว่อร์ รีวิวเที่ยวจันทบุรี ขับมอเตอร์ไซต์เที่ยว 2 วัน ไปพักชุมชนเก่าฝั่งริมน้ำ เย็นซ่าบซ่านน้ำตกพลิ้ว ลมพัดลิ่วที่หาดเจ้าหลาว นั่งกินมะพร้าวอร่อยเริ่ดเว่อร์ Reviewed by Khunnaiver blog on 09:26:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.