รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ปั่นจักรยานไหว้พระ 9 วัด แบบเกินไป 1 โอเว่อร์พา ขับมอเตอร์ไซต์ลั๊นลาไปดอยสุเทพ นั่งโยกเย้กชมวิวสวย งามเริ่ดเว่อร์


เดี๊ยนคุณนายเว่อร์ขอสวัสดีสวีดัด..ทักทายชาวเน็ตทุกๆท่านอีกครั้งนะค่ะ  หลังจากที่ทริปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 ที่ผ่านมา เดี๊ยนได้ไปเที่ยวเชียงรายมาแล้ว สำหรับรีวิวทริปท่่องเที่ยวในเดือนมกราคานี้ก็ยังคงเป็นภาคเหนืออยู่ค่ะ  เมื่อช่วงวันที่ 22-23 มกราคม 2559 เดี๊ยนได้มีโอกาสไปแอ๋วเชียงใหม่อีกครั้งนะค่ะ ช่วงนี้จะว่าไปแล้ว อะไรดลจิตดลใจเดี๊ยนก็ไม่รู้นะค่ะ รู้สึกชอบเที่ยวภาคเหนือเป็นพิเศษเชียว สงสัยจะหลงมนต์เสน่ห์เมืองเหนือไปแล้วกระมังค่ะ โอ้ยตายล่ะ...ที่เที่ยวในเมืองไทยมีเยอะแยะ ทะลง ทะเล อีสง อีสาน ภาคตง ภาคใต้ ก็ไม่ยอมไป เดี๊ยนเองก็มัวดันทุรังไปแต่ภาคเหนือ อาจเป็นคนชอบป่า ชอบดอยค่ะ ชอบกินบรรยากาศธรรมชาติแบบเริ่ดเว่อร์วังอลังการสะแม๊นแต๊นชนะเลิศ เลยรู้สึกชอบเป็นพิเศษกระมังค่ะ เพราะด้วยธรรมชาติ เมฆหมอก ดอกไม้บุปฝา สวยงดงามอร้าอร่ามจับตาคณานับ พระธาตุเจดีย์ทองส่องประกายแวววับ ระยิบระยับประดับประดาเด่นสงาไปทั่วท้องฟ้า พร่าพร้างสว่างแพรวพราวสกาวสวยเด่น เห็นไปถึงประเพณีและวัฒนธรรมที่ตราตรึงจิตใจ ทำให้หลงไหล เคลิบเคลิ้มไป ไม่รู้ลืมเลือน (เน้นคำฟุ่มเฟือนแบบเว่อร์ๆ เขียนไปก็ต้องมโนบ้าไปด้วยค่ะ)

ในการเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำปฏิทินไปบริจาคที่โรงเรียนสอนคนตาบอดที่เชียงใหม่ค่ะ และอีกอย่างก็คือว่าเดี๊ยนได้วันลาพักร้อนสะสมเหลือค้างไว้ 1 วัน เดี๊ยนเลยถือโอกาสไปรำลึกความหลังที่เชียงใหม่ค่ะ  โดยการไปรอบนี้ก็ไม่ได้ไปคนเดียวแต่อย่างใดนะคะ มีลูกทัวร์ไปด้วย 1 คนค่ะ เป็นรุ่นพี่ทำงานเก่าค่ะ มีโอกาสคุยกัน เดี๊ยนเลยชวนไปเที่ยวทำบุญด้วยค่ะ ทริปนี้เลยมีคนช่วยถือกล่องปฏิทินที่ไม่ใช้แล้ว ไปร่วมบริจาคร่วมกันค่ะ โดยการไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ ไปเที่ยวแค่ 2 วันเท่านั้นคือวันที่ 22-23 ม.ค.ค่ะ เพราะวันอาทิตย์ที่ 24 ม.ค.เดี๊ยนต้องมาทำธุระต่อในกรุงเทพ เลยเป็น short trip แบบชะโงกทัวร์ไปค่ะ

สำหรับทริปนี้ก็จะเน้นการไหว้พระทำบุญเสียส่วนใหญ่ค่ะ อาจจะเป็นเพราะด้วยอายุอานาของเดี๊ยนเองก็มากโขไปตามกาลเวลาที่ร่วงโรยรามาทุกขณะ ช่วงนี้เดี๊ยนเองยังมีแรง ก็เลยขอใช้ชีวิต ในช่วงวันหยุดพักร้อนไปปั่นจักรยาน ทำบุญไหว้พระ 9 วัน ในเชียงใหม่แล้วกันค่ะ ด้วยเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอารามอายุเก่าแก่มากมาย ทำให้เดี๊ยนอยากปั่นจักรยานเที่ยวกับเค้าบ้างค่ะ ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน แต่ทำให้เดี๊ยนรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ แม้ผิวหนังจะร้อนถูกแสงอุตตราไวโอเลต แผดเผาไหม้ไป แต่จิตใจเย็นฉ่ำเสียเหลือเต็มกำลังค่ะ

ในช่วงวันที่ 22-23 มกราคม 2559 นี้ เดี๊ยนมีโอกาสปั่นจักรยานไปเที่ยวตามวัดวาอารามในเมืองเชียงใหม่ดังนี้ค่ะ (ไม่ได้วางแผนมาล่วงหน้า เจอวันใหนก็เข้าวัดนั้นค่ะ ไปให้ครบ 9 วันหรือเกินกว่านั้นก็ได้ค่ะ)

22 มกราคม 2559 เช่าจักรยานปั่น 50 บาท/วัน (ทริปไหว้พระทำบุญทาน)
- ไปบริจาคปฏิทินตั้งโต๊ะที่ไม่ใช้แล้ว 2 ลัง รวบรวมมาจากที่ทำงานไปบริจาคที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเชียงใหม่ ใกล้ๆประตูสวนดอกค่ะ
- วัดเจดีย์หลวง
- วัดพันอ้น
- วัดพระสิงห์
- วัดดวงดี
- วัดหมื่นล้าน
- วัดเชียงมั่น
- วัดหม้อคำตวง
- วัดโลกโมฬี
- วัดดับภัย
- วัดหมื่นเงินกอง

23 มกราคม 2559 (เช่ามอเตอร์ไซต์ 200 บาท ไปดอยสุเทพ)
- วัดพระธาตุดอยสุเทพ
- ดอยปุย
- วัดพันเตา

วันที่ 21 ม.ค.2559 เดี๊ยนตีตั๋วรถโดยสาร 2 ใบพร้อมพี่อีก 1 ท่าน เดินทางออกจากกรุงเทพ มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ค่ะ ตอนแรกนะค่ะ กะว่าจะไปนั่งเครื่องบินแหละค่ะ แต่ดูสัมภาระและปฏิทินที่หนักโขเอาการอยู่ เดี๊ยนเลยตัดสินใจนั่งรถโดยสารดีกว่า ที่แม้จะไม่สบายเท่าเครื่องบิน แต่ก็ช่วงประหยัดค่าใช้จ่ายของเดี๊ยนด้วย เพื่อนำเงินที่ได้ไปสมทบบริจาคเงินช่วยเหลือโรงเรียนคนตาบอดดีกว่าค่ะ


นั่งรถโดยสารจากขนส่งหมอชิต เวลา 10.00 น. ในตั๋วโดยสารเขียวไวบอกว่าออก 21.30 น. Delay ไปครึ่งชั่วโมงค่ะ อาจเป็นเพราะรอผู้โดยสารท่านอื่นที่ซื้อตั๋วแต่ยังไม่มาถึงขนส่งอยู่กระมังค่ะ แต่วันที่เดินทางในคืนวันที่ 21 ม.ค.59 คนแน่นทัั้งคันค่ะ

ประมาณ 8 โมงเช้า รถก็มาถึงสถานีขนส่งอาเขต รถจอดที่บขส.อาเขตเก่า บรรยากาศเงียบเหงาดีจังเลย

ปฏิทินตั้งโต๊ะที่ไม่ใช้แล้วนำมาร่วมบริจาค เพื่อให้ทางโรงเรียนสอนคนตาบอดนำไปทำเป็นอักษรเบลค่ะ  เดี๊ยนจะทำทุกปีค่ะ ปีที่แล้วไปลำปาง ปีนี้มาเชียงใหม่ ไม่ไกลกันเลยนะค่ะ แอ๋วอยู่แต่เมืองเหนือนี้แหละเจ้า เมืองอื่นมีปะเล๊อะ บ่ไปแอ๋ว หลงเมืองเหนือจัดนักขนาด...ปีนี้เดี๊ยนรวบรวมปฏิทินได้ทั้งหมด 2 ลังค่ะ โชคดีค่ะ ที่มีคนมาช่วยถือ ไม่งั้นเมื่อยแขนแน่ๆค่ะ
 
และเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม วันที่ 4 ม.ค.59 เดี๊ยนได้มีการประชาสัมพันธ์ ผ่านเว็ปบล๊อกของตัวเองด้วยค่ะ จากเว็ปบล๊อกที่ได้เขียนไปเมื่อต้นเดือน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ได้มากนัก แต่ก็ยังมีคนให้ความสนใจ และร่วมแชร์กันค่ะ เดี๊ยนขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านจริงๆค่ะ


พอมาถึงสถานีขนส่ง เดี๊ยนก็หอบปฏิทินพร้อมสะพายกระเป๋าสิ่งของ เรียกรถแดง เพื่อให้พาไปส่งที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเชียงใหม่ค่ะ คุณลุงผู้ขับก็ใจดีลดราคาให้คนละ 30 บาท ปกติ 40 บาท เห็นเดี๊ยนจะไปทำบุญกระมังค่ะ.....ตอนแรกเดี๊ยนก็กึดว่าราคาจะซาวบาทอยู่นะเจ้า พอเอาเข้าจริงๆกะบ่ได้ราคาซาวบาทแล้วก๋า ถึงว่าเดี๊ยน บ่ได้มาแอ๋วเมิน อาหยังกะเปลี่ยนไปนัก บ่เหมือนเก่า ตามความเจริญของเมืองตี่มันมีแต่เทคโนโลยีตันสมัยแต้ๆเจ้า


คุณลุงขับรถใจดี พาเดี๊ยนมาส่งถึงหน้าโรงเรียนสอนคนตาบอดเชียงใหม่เลยค่ะ โรงเรียนอยู่ใกล้ๆประตูสวนดอกเลยค่ะ 


เดี๊ยนกับพี่ช่วยกันหอบปฏิทินเข้ามาในโรงเรียน พอเข้ามาก็แอบตกใจ และงงอยู่ไม่น้อย ไม่รู้จะติดต่อทีใหนดี ไปๆมามีคุณพี่ออกจากห้องธุรการมาต้อนรับ เชิญเข้าไปติดต่อร่วมบริจาคในห้องธุรการค่ะ


เดี๊ยนร่วมบริจาคปฏิทินและร่วมบริจาคสมทบทุนค่าใช้จ่ายการศึกษาในโรงเรียนค่ะ ได้ใบเสร็จรับเงินมาเก็บเอาไว้ โดยใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ค่ะ ตอนที่ได้ร่วมบริจาคปฏิทินและบริจาคเงินรู้สึกจิตใจอิ่มเอิบมากๆค่ะ ใจจริงหากมีเงินเยอะก็อยากช่วยเหลือเยอะเลยค่ะ ตอนนี้ก็ช่วยตามที่กำลังและเงินเดือนอันน้อยนิดที่เดี๊ยนมีค่ะ แค่ได้ได้ทำก็รู้สึกจิตใจเบิกบานแล้วค่ะ ปี้นี้ทำอีก ปีหน้าก็ทำอีกค่ะ แต่จะไปที่ใหนนั้น ต้องวางแผนอีกทีค่ะ

หลังจากที่บริจาคปฏิทินเสร็จแล้ว เดี๊ยนก็เดินทางต่อไปยังที่พักค่ะ ซึ่งโรงแรมที่เดี๊ยนจองไว้พักค้างคืนนี้ ก็ไม่ได้ไกลจากโรงเรียนสอนคนบอดมากนักค่ะ  เดี๊ยนเลือกที่สะดวกเลยค่ะ จะได้เดินไปได้ง่ายๆ ไม่ไกลค่ะ
โรงแรมที่จองไว้ ชื่อว่า โรงแรมสบายโฮเทลแอนด์โฮสเทลค่ะ ตั้งอยู่ถนนราชมรรคา ไม่ไกลจากประตูสวนดอกมากนัก เดินมาได้ใกล้ๆเลยค่ะ วันนั้นเดี๊ยนกับพี่อีกคนก็เลยไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใดค่ะ

่ถึงแล้วค่ะ โรงแรมที่ได้จองไว้ เผอิญว่า เดี๊ยนมาถึงตอนเช้า ลูกค้าเก่ายังไม่เช็คเอาท์ ก็เลยต้องฝากกระเป๋าไว้ก่อนค่ะ

หลังจากที่ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้ว เดี๊ยนกับลูกทัวร์ของเดี๊ยนก็เดินออกจากที่พัก เดินตรงมาเรื่อยถึงแยกถนนสามล้าน มาหาร้านเช่าจักรยาน ปรากฏว่ามีร้านให้เช่าอยู่ใกล้ 4 แยก ราคา 50 บาท/วัน เพื่อวันนี้จะได้นำไปปั่นจักรยานไหว้พระเก้าวัดในเมืองเชียงใหม่ค่ะ


ยังไงก่อนจะมีแรงปั่นจักรยาน กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องค่ะ..ไม่ไกลจากที่พักมากนัก ยังอยู่เส้นถนนราชมรรคา มีร้านอาหารพื้นเมืองอร่อยประจำเมืองเชียงใหม่ นั้นก็คือร้าน เฮือนเพ็ญ ถือเป็นร้านอาหารพื้นเมืองชาวเหนือที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เคยมาทานร้านนี้ครั้งนึงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปีนี้มีโอกาสได้มาทานอีก มาดูสิว่ายังอร่อยเหมือนเดิมหรือไม่

อาหารมื้อเช้านี้ เดี๊ยนกับพี่อีกท่านสั่งไม่มากนัก เกรงว่าถ้าสั่งมากกว่านี้ จะทานไม่หมด และจะปั่นจักรยานคงจะไม่ไหวเป็นแน่แท้ค่ะ
ชุดไส้อั๊ว+น้ำพริมหนุ่ม ขนมจีนน้ำเงียว และหมูแดดเดียว พอได้ทานแล้ว ก็อร่อยมากๆ น้ำพริกหนุ่มรสชาติยังคงเดิม แหนมหมูนึงทานกับผักจิ้มรสชาติออกเค็มๆนิด มีข้าวเหนียวจิ้มควบคู่กันไป หมูยอทอดอมน้ำมันไปหน่อย แต่ก็ไม่มาก กลิ่นหอมพริกไทยโชยเตะจมูก กินไปอร่อยหอมคอ ยิ่งนัก ชุดนี้เดี๊ยนให้ผ่าน รับไปเลย 5 ล้านดาวค่ะ

ทานอาหารคาวอิ่มแล่้ว ก็ตบท้ายด้วยอาหารหวาน เป็นข้าวต้มน้ำวุ้น มาเพิ่มใขมันคอลเลสเตอรอลให้สูงปี๊ดขึ้นไปอีกค่ะ รสชาติข้าวต้มเนื้อข้าวนิ่มกำลังดี แต่รสชาติน้ำหวานไปนิดนึงนะค่ะ พอมีน้ำแข็งช่วยกลบความหวานไปได้บ้าง ทำให้รสชาติดีและสดชื่นขึ้นได้มากเชียวค่ะ สำหรับของหวานชุดนี้ เดี๊ยนให้ผ่านรับ ไปเลย 4 ล้านดาวค่ะ



หลังจากที่ทานอาหารมื่้อเช้าอิ่มอร่อยแบบสุดที่ร้านเฮือนคุณเพ็ญไปแล้ว ก็ได้เวลาปั่นจักรยานไหว้พระทำบุญแล้วค่ะ เริ่มต้นวัดแรกเลยคือวัดเจดีย์หลวงค่ะ ตอนแรกจะเริ่มวัดพระสิงห์ แต่ด้วยถนนในเชียงใหม่ก็เส้น one way เยอะเสียเหลือเกิน พอดีปั่นมาเห็นวัดนี้ก่อนก็เลยแวะเข้ามาก่อนเลยค่ะ


ไหว้พระวัดที่ 1 วัดเจดีย์หลวง : เข้าไปไหว้พระในอุโบสถกันค่ะ ช่วงที่เดี๊ยนไปนะค่ะ นักท่องเที่ยวชาวไทยรู้สึกจะน้อยมาก ที่เจอมากที่สุด คงเป็นกรุ๊ปนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เยอะกลบผมฝรั่งสีทองจากนักท่องเที่ยวฝั่งประเทศตะวันตกไปหมดเลยเชียวค่ะ  


ไหว้พระในอุโบสถและทำบุญเสร็จแล็วก็เดินมาสักการะเจดีย์หลวง อยู่หลังอุโบสถ สวยโดดเด่นเหห็ฯเป็นสง่าตัดกับท้องสีฟ้าคราม แดดส่องอร้าอร่ามเสียจริงค่ะ 



สำหรับวัดเจดีย์หลวง เป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1928 - 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่ 

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำพระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีมีชายผู้หนึ่ง อายุ 120 ปี มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม พวกลัวะทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา
นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า “โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏจะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงสว่างไสว ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆจากสารานุกรมเสรีวิกิพีดีย https://th.wikipedia.org/wiki/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

ออกจากวัดเจดีย์หลวง มุ่งหน้าต่อไปยังวัดที่ 2 นั้นก็คือวัดพระสิงห์ค่ะ

ปั่นจักรยานมาไม่ไกลก็ถึงแล้วค่ะ วัดพระสิงห์


ไหว้พระทำบุญต่อในอุโบสถวัดพระสิงห์ค่ะ ถือเป็นวัดที่ 2 ค่ะ

ออกจากอุโบสถมาต้องไปไหว้พระสิงห์ ที่หอพระสิงห์ซึ่งอยู่หลังอุโบสถเดินมาไม่ไกลค่ะ
ค่ะสำหรับวัดพระสิงห์ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่เลยค่ะ ใครไปใครมานอกจากจะไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพแล้ว ก็ต้องไม่พลาดมาไหว้พระสิงห์นี้แหละค่ะ
ประวัติวัดพระสิงห์ : 
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระสิงห์ฯ เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"
พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์มังราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 ขั้นแรกให้ก่อสร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก 2 ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ" สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญมาถึง
ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคลโดยจะมีพิธีเชิญออกมาช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้ประชาชนไทยได้สักการะและสรงน้ำ ส่วนพระสิงห์ที่ประดิษฐานที่วัดแห่งนี้เป็นพระพุทธรูปจำลอง
(ข้อขอบพระคุณข้อมูลดีๆจากสารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย :https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร)

หลังจากไหว้พระร่วมทำบุญที่วัดพระสิงห์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไปทำบุญยังวัดต่อไปค่ะ


ปั่นจักรยานไปยังวัดต่อไป ยังงงๆเส้นทางอยู่บ้างเล็กน้อยค่ะ เพราะไม่ได้มานานล่ะ แต่ก็ไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเปิด GPRS นำทางแต่อย่างใด เพราะยิ่งเปิดก็กลังยิ่งหลงทางไปกันใหญ่ค่ะ

ก่อนจะแวะไปวัดดวงดี ใกล้วัดดวงดี มีพระบรมนุสาวรีย์สามกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ก็เลยเข้าไปสักการะค่ะ
ปั่นจักรยานมาไหว้พระวัดที่ 3 คือวัดดวงดีค่ะ ไหว้พระขอพรขอให้ดวงดีตามชื่อ ทำบุญลดความตระหนี่ชีวิตจะได้มีสิ่งที่ดีๆค่ะ
  ปั่นจักรยานมาไหว้พระวัดที่ 3 คือวัดดวงดีค่ะ ไหว้พระขอพรขอให้ดวงดีตามชื่อ ทำบุญลดความตระหนี่ชีวิตจะได้มีสิ่งที่ดีๆค่ะ
ปั่นจักรยานมาไหว้พระวัดที่ 3 คือวัดดวงดีค่ะ ไหว้พระขอพรขอให้ดวงดีตามชื่อ ทำบุญลดความตระหนี่ชีวิตจะได้มีสิ่งที่ดีๆค่ะ



 ไหว้พระวัดที่ 4: วัดหมื่นล้าน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในปี พศ.2002 สมัยพระเจ้าติกโลราช โดยหมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว ขุนพลคู่ใจของพระเจ้าติกโลกราชเป็นผู้สร้างขึ้น จึงได้ชื่อว่าวัดหมื่นล้าน เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ อยู่ใกล้ๆประตูท่าแพเลยค่ะ


ไหว้พระทำบุญวัดที่ 5 : วัดพันอ้น เป็นวัดทีอยู่เยื้องกับวัดหมื่นล้านค่ะ วัดพันอ้นเป็นวัดเก่่าคู่เมืองเชียงใหม่อีกแห่งเช่นเดียวกัน

 ไหว้พระทำบุญวัดที่ 5 : วัดพันอ้น เป็นวัดทีอยู่เยื้องกับวัดหมื่นล้านค่ะ วัดพันอ้นเป็นวัดเก่่าคู่เมืองเชียงใหม่อีกแห่งเช่นเดียวกัน ภายในอุโบสถวัด ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลองไว้ให้สักการะค่ะ

ออกจากวัดพันอ้น เดี๊ยนปั่นจักรยานท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุมากๆเลยค่ะ ช่วงนั้นเวลาประมาณ เที่ยงตรงพอดี อากาศร้อนสุดๆเลยค่ะ แต่ก็ดีค่ะ สีผิวจะได้ออกสีไหม้ๆแทนหน่อยค่ะ...ปั่นจักรยานตรงออกมาที่หน้าประตูท่าแพ เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆเพื่อไปยังวัดต่อไปค่ะ  นั้นก็คือวัดเชียงมั่นค่ะ

 เดี๊ยนปั่นจักรยานออกมาที่หน้าประตูท่าแพ เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆเพื่อไปยังวัดต่อไปค่ะ  นั้นก็คือวัดเชียงมั่นค่ะ

 ถึงแล้วค่ะ วัดเชียงมั่น : ไหว้พระวัดที่ 6 วัดเชียงมั่น

ไหว้พระวัดที่ 6 วัดเชียงมั่น : วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดที่สำคัญไม่แพ้วัดอื่นๆเลยคะ่ เพราะเป็นวัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ โดยพญาเม็งรายทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1893 มีพระแก้วขาวหรือพระเสตังคณีประดิษฐานอยู่คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน


 ไหว้พระวัดที่ 6
ไหว้พระวัดที่ 6 วัดเชียงมั่น : วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดที่สำคัญไม่แพ้วัดอื่นๆเลยคะ่ เพราะเป็นวัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ โดยพญาเม็งรายทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1893 มีพระแก้วขาวหรือพระเสตังคณีประดิษฐานอยู่คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน


ไหว้พระวัดที่ 6 วัดเชียงมั่น : วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดที่สำคัญไม่แพ้วัดอื่นๆเลยคะ่ เพราะเป็นวัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ โดยพญาเม็งรายทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1893 มีพระแก้วขาวหรือพระเสตังคณีประดิษฐานอยู่คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน


ออกจากวัดเชียงมั่นมุ่งหน้าปั่นจักรยาน เหงื่อท่วมตัว กลิ่นเหม็นหอมเตะจมูกเชียวล่ะค่ะ อากาศช่วงฤดูหนาวในเชียงใหม่วันที่ 22 ม.ค. ร้อนระอุจริงนัก เสื้อคลุมกับหมวกก็ยังเอาไม่อยู่เลยค่ะ  แต่ก็ถือเป็นทริปปั่นออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้ดีเชียวล่ะค่ะ

วัดที่ 7 ไหว้พระทำบุญ ที่วัดหม้อคำตวงค่ะ : สำหรับวัดหม้อคำตวงนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2019 วัดนี้มีความโดดเด่นตรงที่กำแพงวัดประดับด้วยกระจกอย่างสวยงาม

ไหว้พระทำบุญวัดที่ 7 วัดหม้อคำตวง ทำบุญไหว้พระลดความตระหนี่ถี่เหนี่ยวกันค่ะ วัดนี้เงียบสงบดีมากๆ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมานัก ชอบมากๆค่ะ
 ไม่ไกลจากวัดหม้อคำตวง เดินข้ามไปไหว้พระที่วัดโลกโมฬีค่ะ ถือเป็นวัดที่ 8
ข้ามคูเมืองเชียงใหม่ไปไหว้พระที่วัดโลกโมฬี

ไหว้พระวัดที่ 8 วัดโลกโมฬี : วัดโลกโมฬี เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อายุกว่าห้าร้อยปี สร้างในสมัยอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ ใกล้แจ่งหัวริน


ไหว้พระวัดที่ 8  ประวัติวัดโลกโมฬี: วัดโลกโมฬีไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่ได้ปรากฏชื่อวัดโลกโมฬีในตำนานของวัดพระธาตุดอยสุเทพ
ช่วงเวลาที่เชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2122 เป็นต้นมา วัดวาอารามต่าง ๆ ถูกเผาทำลายไปมากมายแต่วัดโลกโมฬีไม่ได้ถูกเผา เนื่องจาก พระเจ้าสาวถีนรตรามังซอศรีมังสรธาช่อ กษัตริย์แคว้นล้านนาได้ทรงเมตตาธรรมพระมหาสมเด็จวัดโลกโมฬีไว้กับวัดวิสุทธาราม และเป็นวัดสำคัญในพระราชสำนักมาโดยตลอด (ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆจากสารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย)

ออกจากวัดโลกโมฬี แหงนดูนาฬิกาในข้อมือจะบาย 2 แล้วเหรอค่ะนี้  เดี๊ยนปั่นจักรยานต่อไปใกล้ความจริงแล้วค่ะ วัดที่ 9 คือ วัดดับภัยค่ะ




ไหว้พระวัดที่ 9 : วัดดับภัย ไหว้ให้สุขใจ ช่วยดับภัยอันตรายเคราะห์ต่างๆ ตามความเชื่อ เป็นกุศโลบายให้ทุกคนรู้จักไม่ประมาท ยืนอยู่ได้อย่างมีสติ รู้จักการทำคุณงามความดีค่ะ

วัดที่ 10 คือวัดหมื่นเงินกอง เป็นวัดสุดท้ายของวันที่ 22 ม.ค.นี้ค่ะ ปั่นมาเหงื่อท่วมตัวเลยค่ะ ถือเป็นทริปที่่นอกจากจะได้บุญแล้ว น่าจะทำให้ไขมันส่วนเกินของเดี๊ยนที่อ้วนอวบอั๋นลดลงไปได้บ้างนะ
วัดหมื่นเงินกองเป็นวัดสุดท้าย เนื่องจากว่าเป็นวัดที่อยู่ใกล้โรงแรมที่พักมากทีสุด เดี๊ยนเลยจัดเป็นวัดสุดท้ายค่ะ

ประวัติวัดหมื่นเงินกองนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ของเชียงใหม่ ภายในวัดมีวิหารโบราณศิลปะแบบล้านนา

วัดที่ 10 คือวัดหมื่นเงินกอง เป็นวัดสุดท้ายของวันที่ 22 ม.ค.นี้ค่ะ ปั่นมาเหงื่อท่วมตัวเลยค่ะ ถือเป็นทริปที่่นอกจากจะได้บุญแล้ว น่าจะทำให้ไขมันส่วนเกินของเดี๊ยนที่อ้วนอวบอั๋นลดลงไปได้บ้างนะ
วัดหมื่นเงินกองเป็นวัดสุดท้าย เนื่องจากว่าเป็นวัดที่อยู่ใกล้โรงแรมที่พักมากทีสุด เดี๊ยนเลยจัดเป็นวัดสุดท้ายค่ะ  ประวัติ วัดหมื่นเงินกองนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ของเชียงใหม่ ภายในวัดมีวิหารโบราณศิลปะแบบล้านนา

จบทริปไหว้พระ 9 วัด วันที่ 22 ม.ค.59 ไหว้เกินมา 1 วัดค่ะ ไม่รู้จะเป็นอะไรหรือเปล่า ไหว้พระ โอเว่อร์ เกินไป 1 อันเดอร์พาค่ะ (เปรียบเทียบยังกับจะไปตีกอฟล์เลยค่ะ เพราะตีเกินโอเว่อร์ตลอดค่ะ)

หลังจากไหว้พระเสร็จ เดี๊ยนและคุณพี่ที่ร่วมกันปั่นจักรยานไปไหว้พระ ก็เริ่มจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่จิตใจยังสดใสซาบซ่าอยู่นะค่ะ แหงนดูเวลาก็น่าจะเช็คอินน์ได้แล้วกระมังค่ะ เพราะเวลาก็บ่าย 3 โมงแล้ว เดี๊ยนเลยกลับเข้าโรงแรมที่พักค่ะ


เดี๊ยนเข้ามาถึงโรงแรมที่พัก ก็มาขอเช็คอินน์ ซึ่งเดี๊ญนเองได้ชำระค่าห้องพักผ่านเว็ปไซต agoda แล้ว ราคาห้องพักช่วงฤดูท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ ราคาแพงเหมือนกันค่ะ โดยราคาห้องพักอยู่ที่คืนละ 891 บาทค่ะ.....ทางเจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้มแก้มปริ พร้อมยื่นกุญแจให้ ได้ห้องพักชั้น 4 เลยค่ะ โรงแรมที่เดี๊ยนจองไว้ ไม่มีลิฟท์นะค่ะ เป็นโรงแรมที่พึ่งเปิดใหม่เมื่อปี 2558 นี้เอง เดี๊ยนเลยลองมาพักดูค่ะ เป็นแนวโฮสเทลค่ะ ทุกอย่างต้องเซลเซอรวิชบริการด้วยตัวเอง ราคาห้องพักก็ไม่ได้แพงมากค่ะ


ได้ห้องพักชั้น 4 ค่ะ แบกกระเป๋าขึ้นไปค่ะ ดีหน่อยที่กระเป๋าไม่มีของหนัก ไม่งั้นขาลากแน่ค่ะ
 ทางเดินในไปห้องพักในโรงแรมสะอาดสะอ้านดีค่ะ
 เข้ามาในห้องพักเป็นห้องแบบ 2 เตียงค่ะ พ้องพักขนาดประมาณ 20 ตร.ม.ค่ะ เตียงนอนขนาดประมาณ 3.5 ฟุต โดยในโรงแรมนี้มีห้องพักแบบ 2 เตียงอยู่ไม่กี่ห้องเองนะค่ะ ตอนแรกจองห้องพักแบบเตียงเดียวนอนคนเดียวไว้ เพราะคิดว่าได้มาเที่ยวคนเดียวแน่ๆ ไปๆมาๆก็ฉุกละหุกมีพี่ที่ทำงานตามอีกด้วยอีก 1 คน เดี๊ยนเลยต้องวิงวอนขอร้องที่โรงแรม ให้เลือกนอนแบบ 2 เตียงให้หน่อยค่ะ เพราะแค่ตัวเดี๊ยนก็อ้วนบาน ถ้านอนแบบ 1 เตียง ก็เต็มที่นอนแล้วค่ะ
 ห้องพักสะอาดสะอ้านดีมากค่ะ มีทีวี โทรศัพท์
 มีผ้าขนหนูให้พร้อมค่ะ
 มีชั้นวางกุญแจและของจุ๊กจิ๊กด้วยค่ะ


 มีทีวี ตู้เย็น โต๊ะสำหรับนั่งทำงาน โทรศัพท์ ถือว่าดีเลยค่ะ เหมาะสำหรับมานอนพักค้างคืนแค่ 1-2 คืน ในราคาที่ไม่แพงมากนัก

 มีหน้าต่างเปิดออกไปจะเป็นระเบียงด้วยนะค่ะ แต่ก็เป็นระเบียงเล็กๆค่ะ


ตรงข้างเตียงนอน จะมีกระจกเป็นบานเลื่อนเปิดออกไปที่ระเบียงได้ค่ะ

มีโต๊ะให้นั่งด้วยค่ะ แต่เดี๊ยนก็เอามาทำเป็นที่วางกระเป๋าไปเลยค่ะ ก็เลยไม่ได้นั่งเลยค่ะ ส่วนใหญ่ก็ไปนั่งที่เตียงนอนแทนค่ะ
 ในส่วนของห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านดีค่ะ อาจจะเป็นเพราะยังใหม่ ทุกอย่างเลยดูดีไปหมดเลยค่ะ
อ่างล้างหน้า โอเคสะอาดดีค่ะ


มีเครื่องทำน้ำอุ่่นให้ด้วยค่ะตรงก๊อกน้ำจะมีคราบสนิมไหลเกาะผนังด้วย ทำให้มองไปแล้ว ไม่อยากใช้ก๊อกน้ำอุ่นสักเท่าไรนัก แต่โดยรวมห้องน้ำก็ถือว่าสะอาดดีค่ะ



หลังจากที่มาถึงห้องแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเลยคือการอาบน้ำค่ะ เพราะรู้สึกเหนียวเหนอะตัวมากๆ กลิ่นตัวนี้เหม็นเปรี้ยวยิ่งกว่านมบูดอีกค่ะ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ใส่เสื้อผ้าปะแป้งมองเลย์ยะ  พอหัวถึงหมอนเดี๊ยนก็นอนพักยาวไปเกือบ 2 ชั่วโมงเต็มเลย เพราะเหนื่อยจากการปั่นจักรยานมากๆค่ะ ส่วนพี่อีกคนนอนหลับไปก่อนเดี๊ยนอีกค่ะ  เรียกว่าทริปปั่นจักรยานไหว้พระนี้ นอกจากจะต้องใช้แรงกายแล้ว ยังต้องใช้แรงใจในการไปไหว้พระให้ครบทั้ง 9 วันด้วยนะค่ะ

เดี๊ยนนอนสลบไปเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าได้ ตื่นมาก็ไม่เห็นพระอาทิตย์แล้วค่ะ เพราะพระอาทิตย์อัสดงลงแลลับพลบค่ำลงแล้วค่ะ

ได้เวลาออกไปหาอะไรทานแล้วค่ะ เดี๊ยนก็เลยเอากุญแจห้องไปฝากไว้ที่ล๊อบบี้โรงแรม

 ตอนแรกวางแผนไว้จะหาร้านอร่อยๆทาน คิดไปคิดมา ปั่นจักรยานมาปะกาดประตูเมืองเจียงใหม่


ไปเดินหาซื้ออะไรกินค่ะ ง่ายๆ ไม่ต้องไปเลือกทานร้านอาหารหรูๆค่ะ มาแบบนี้ก็มีของอร่อยให้ทานเยอะเหมือนกันค่ะ

 เดี๊ยนกับพี่ที่ทำงานเดินเลือกหาซื้อของทานได้หลายอย่าง หอบกลับไปทานที่ห้องพักของโรงแรมค่ะ เย็นนี้น่าจะอิ่มแน่ๆเลย เพราะหอบของกินมาเป็นกะตักค่ะ

ปั่นจักรยานไปซื้อของทานที่ตลาดประตูเชียงใหม่เสร็จ ก็ต้องปั่นจักรยานไปคืนที่ร้านเช่าค่ะ เพราะต้องคืนก่อน 3 ทุ่มค่ะ จากนั้นก็หอบของกินอันพะรุงพะรังเอามาทานในห้องพักค่ะ ดีหน่อยที่โรงแรมนี้ไม่ได้มีมาตรฐานแบบ 5 ดาวที่ห้ามเอาอาหารด้านนอกเข้ามาทาน บางโรงแรมมีมาตรการแบบไม่อนุญาติให้ลูกค้าเอาอาหารด้านนอกมาทานนะค่ะ เพราะว่าเค้าก็จะขายอาหารและเครื่องดื่มของเค้าไม่ได้ ต้องเห็นใจเค้าด้วย ประมาณเนี่ยค่ะ  แต่โรงแรมนี้ออกแนวโฮสเทค่ะน่าจะเอามาทานได้หมด ยกเว้นอย่าเอายาบ้ามาแล้วกัน ไม่งั้นงานเข้า 55+


อาหารเย็นมื้อนี้ค่ะ ทั้งผักและผลหมากรากไม้ มีของปิ้งของย่าง มีข้าว มีกง-มีแกง สลง-สลัด นม ขนมนมเนย โภชนาครบครันค่ะ เรียกว่าทานมื้อนี้ อ้วนแน่นอน ถึงจะมีผักช่วยก็เถอะค่ะ แต่น้ำตาลและคอลเลสเตอรอลอันเดิมยังคงค้างอยุ่ในร่างกาย พร้อมจะเบ่งพองตัวออกมาตามชั้นไขมันให้อ้วนออกมาหลายเซนติเมตรเชียวค่ะ สำหรับค่าเสียหายรวมกัน 2 คน น่าจะหมดไปประมาณ 250 บาทกระมังค่ะ


อาหารเย็นมื้อนี้ค่ะ ทั้งผักและผลหมากรากไม้ มีของปิ้งของย่าง มีข้าว มีกง-มีแกง สลง-สลัด นม ขนมนมเนย โภชนาครบครันค่ะ เรียกว่าทานมื้อนี้ อ้วนแน่นอน ถึงจะมีผักช่วยก็เถอะค่ะ แต่น้ำตาลและคอลเลสเตอรอลอันเดิมยังคงค้างอยุ่ในร่างกาย พร้อมจะเบ่งพองตัวออกมาตามชั้นไขมันให้อ้วนออกมาหลายเซนติเมตรเชียวค่ะ สำหรับค่าเสียหายรวมกัน 2 คน น่าจะหมดไปประมาณ 250 บาทกระมังค่ะ


แกงอร่อยเริ่ดเว่อร์มากๆค่ะ แค่ทานแกงก็อิ่มแล้วค่ะ ....รู้สึกซื้ออย่างอื่นมากด้วยก็ทานกันไม่หมด
มื้อนี้ หนักจริงๆ ทานจนพุ่งเนี่ยปลิ้นเชียวค่ะ อ้วนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะอ้วนไปใหญ่เลย เรื่องกินนี้อย่าให้บอกนะค่ะ เพราะทานได้หมดค่ะ

หลังจากจัดหนัก ทานอาหารมื้อเย็นไปเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปอาบน้ำ หนังตาเริ่มตึง นอนสลบไปยันเช้าเลยค่ะ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เช้าวันที่ 23 ม.ค.2559 เดี๊ยนตื่นสายเป็นพิเศษค่ะ เพราะตื่นมาแหงนดูนาฬิกา อุ้ยตายจะ 8.30 น.แล้ว เดี๊ยนกับพี่อีกคนที่มาด้วยกัน ก็เลยต้องรีบจรลีทำธุรอาบน้ำให้เสร็จ พร้อมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เพื่อเตรียมตัวเช็คเอาท์ตอนเช้า และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม เพราะวันนี้มีแพลนต้องพาคุณพี่สาวที่ทำงานไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพค่ะ


 หลังจากลงมาจากห้องพักก่อนจะเช็คเอาท์ ท้องของเดี๊ยนก็เริ่มร้องหาอาหารแล้วค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ท้องก็ต้องการอาหาร มาดูสิว่าที่โรงแรมนี้มีอาหารเช้าอะไรให้ทานบ้างค่ะ

 ที่โรงแรมแห่งนี้ มีบุฟเฟ่ต์สลัดให้ทาน เลือกตักได้ไม่อั้นเลย
 ตามด้วยมื้อเช้านี้ มีไส้กรอก และ มีแกงกะหรี่แบบญี่ปุ่นให้ทานด้วย เออ..เข้าใจทำนะค่ะ

 ไข่ดาวก็มีให้นะค่ะ ขนมปังก็มีให้ด้วยเช่นกัน

 เดี๊ยนก็ตักชิมไปเกือบทุกอย่างเลย


มีต่อก๊อกสุดท้าย เป็นขนมหวานที่ค้างคืนเมื่อวานนี้ และมีผลไม้เหลืออยู่บ้างพอได้ล้างปากค่ะ ยิ่งทานรู้สึกว่ายิ่งอ้วนจริงๆค๊า

เครื่่องดื่มก็มีให้ค่ะ ทั้งซีเรียล นม ชา กาแฟ น้ำ น้ำส้ม เดี๊ยนว่าโอเคเลยแหละค่ะ ถือว่าดีในระดับนึงเชียวค่ะ

เครื่่องดื่มก็มีให้ค่ะ ทั้งซีเรียล นม ชา กาแฟ น้ำ น้ำส้ม เดี๊ยนว่าโอเคเลยแหละค่ะ ถือว่าดีในระดับนึงเชียวค่ะ

เอาล่ะค่ะ หลังจากทานมื้อเช้าอิ่มมากๆไปแล้ว เดี๊ยนว่าคงไม่อยากทานมื้อเที่ยงแล้วแหละค่ะ เพราะอิ่มแบบลุกแทบไม่ไหวเลย ที่ทานไปเพราะกักไว้ว่าจะไม่ทานตอนเที่ยง เอาเข้าจริงๆก็ห้ามกิเลสตัวเองไม่ได้อยู่ดี ตะบะแตกตลอดเลยค่ะ

เดี๊ยนทำการเช็คเอาท์ที่พักพร้อมฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมค่ะ ก่อนจะออกไปหาเช่ารถมอเตอร์ไซต์ขับไปขึ้นดอยสุเทพ ที่ต้องไปพอดีว่าพี่อีกท่านนึกแกยังไม่เคยไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพเลย เดี๊ยนเลยต้องอาสาพาขึ้นไปเที่ยวค่ะ  เช่ามอเตอร์ที่ร้านเช่าจักรยานร้านเดิมค่ะ เป็นร้านเช่ารถที่มีทั้งจักรยานและมอเตอร์ไซต์ ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์วันละ 200 บาท

 ตอนขับรถมอเตอร์ไซต์ออกจากร้านเช่ารถต์ คุณลุงเจ้าของร้านบอกว่า ช่วงถนนห้วยแก้วมีงานรับปริญญา มช.รถจะติดมากๆ เดี๊ยนเองก็คิดว่าคงไม่ขนาดกรุงเทพภาค 2 หรอกมัง แต่พอขับมาถึงก็รู้เลยว่าติดหนักเอามากค่ะ ถนนเส้นนี้ รถติดจริงๆค่ะ เป็นถนนเส้นทางเดียวด้วยสิค่ะ ที่จะไปดอยสุเทพ วันนั้นต้องขับรถซ๊อกแซ๊กไปเรื่อยๆ พอไปถึงเลย หน้า มช.ก็โล่งเชียวค่ะ



ก่อนจะขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ต้องแวะไหว้ครูบาศรีวิชัยก่อนค่ะ ท่านทรงนักบูญผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ดอยสุเทพ
จากต้นทางดอยสุเทพ มาถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เส้นทางบนยอดดอยมีอากาศเย็น ช่วยทำให้เดี๊ยนขับรถได้สบายกายมากๆค่ะ ถึงแดดจะร้อนแต่ก็ยังมีต้นไม้ริมทางบดบังแดดได้บ้างค่ะ
ถึงแล้วค่ะ วัดพระธาุตุดอยสุเทพ เป็นวัดที่หากใครมาเที่ยวเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก หากไม่ได้มาวัดนี้ ถือว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่ สำหรับเดี๊ยน ครั้งนี้น่าจะรอบที่ 5 ได้แล้วกระมัง เพราะมาเที่ยวเชียงใหม่ตั้งแต่ยังละอ่อนจำความได้ ก็ต้องมาไหว้พระธาตุดอยสุเทพ สมัยนั้นไม่ทรหดขับมอเตอร์ไซต์ขึ้นมานะค่ะ จะต้องเหมารถแดงขึ้นมาค่ะ

มาถึงดอยสุเทพ ก็ต้องไม่พลาดเข้าไปไหว้พระธาตุด้านในค่ะ เป็นวัดที่เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวเยอะมากๆเลยค่ะ
พระธาตุดอยสุเทพ ถือเป็นพระธาตุคู่เมืองเชียงใหม่ และยังเป็นวัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้มาเยือนนครพิงค์แห่งนี้ไม่ขาดสาย

 ประวัติพระธาตุดอยสุเทพ
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณสาม รอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ

วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างตามแบบศิลปะล้านนา มีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ)
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆจากสารานุกรมเสรี วิกิพีเดียค่ะ (https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร)



หา่กใครมาเที่ยวเชียงใหม่ครั้งแรก อย่าพลาดนะค่ะ แวะขึ้นมาไหว้พระธาตุดอยสุเทพสักครั้งนึงค่ะ

หลังจากไหว้พระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว เดี๊ยนก็พาคุณพี่สาวที่ทำงานหรือลูกทัวร์ของเดี๊ยนไปเที่ยวต่อยังหมู่บ้านดอยปุยค่ะ ใจจริงตั้งใจจะไปชมซากุระที่ขุนช่างเคี่ยน แต่ด้วยเส้นทางที่ไม่เอื้ออำนวยและสะดวกมากนัก เดี๊ยนเลยพาไปดอยปุยดีกว่าค่ะ



หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ที่ดอยปุย ถึงแล้วค่ะ 
พาลูกทัวร์มาชมสวนดอกไม้ที่หมู่บ้านดอยปุยค่ะ สวนเล็กๆกะจิ๋วหลิวมากค่ะ มีพอเป็นกะหย่อม กะหย่อมไปค่ะ
แต่ก็ยังพอมีสีสันให้ได้เห็นบ้างค่ะ พอได้ถ่ายรูปเซลฟง เซลฟี่ เอาไปลงเฟสบง เฟสบุ๊ค ให้ได้ลง ได้ไลค์กัน ตามสมัยนิยม

มาถึงหมู่บ้านดอยปุย ตอนแรกเดี๊ยนว่าจะไม่ทานอาหารเที่ยงแล้วนะค่ะ เพราะทานมื้อเช้าหนักมาก อาหารคงย่อยไปหมดแล้วกระมังค่ะ และอีกอย่างขับมอเตอร์ไซต์ไต่เขาขึ้นดอยสุเทพ เลยเถิดมาถึงดอยปุยคงใช้พลังงานเยอะ เดี๊ยนเลยจัดขนมจีนน้ำยาเงี้ยวไปอีก 1 ชามเต็มๆค่ะ

หลังจากเที่ยวที่ดอยปุยเสร็จ เดี๊ยนก็ขับกลับเข้ามาในเมืองเชียงใหม่อีกครั้งค่ะ


แวะชมสถาปัตยกรรมความงามของคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

 เข้าชมนิทรรศการด้านในให้ฟรี
 No Photo Pre wedding มีป้ายบอกชัดเจนเลยนะค่ะ ใครที่จะถ่ายรูป prewedding อดเลยนะค่ะ

 พอได้เดินเข้ามา ก็สัมผัสได้ถึงสไตล์บ้านแบบล้านนาจริงๆนะค่ะ  สมกับเป็นบ้านเจ้าขุนมูลนายเมืองเหนือจริงๆเลยค่ะ มีความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความอลังการ
วันที่เดี๊ยนไปนี้ มีการจัดแสดงภาพงานศิลปะ Paris Chiangmai ด้วยค่ะ โดยมีการจัดแสดงไว้ที่ด้านล่างของคุ้ม เอาใจคนรักงานศิลปะสุดๆค่ะ
โดยงานแสดงภาพศิลปะ จะมีไปจนถึงวันที่ 15 เดือนกุมพาพันธ์ 59 นี้ค่ะ ใครที่กำลังวางแผนไปเชียงใหม่ก็แวะไปชมภาพได้นะค่ะ

เดินขึ้นบันใดมา มองเห็นวัดพันตาเลย กำแพงรอบคุ้มบ้านนี้ ดูเก่าขลังมากค่ะ ขอให้อนุรักษ์ต่อไป อย่าททาสีใหม่นะค่ะ ไม่งั้นหมดอารมณ์ฟิลลิ่งแน่ๆค่ะ

โดยภายในคุ้มก็มีการจัดนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวต่างของคุ้มบุรีรัตน์ ซึ่งป้ายแสดงรายละเอียดไว้ด้านบนของคุ้มให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้อ่านกันอย่างน่าสนใจค่ะ
 ที่มาประวัติผู้ครอบครองคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ตั้งแต่ปี 2487 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

มาชมห้องต่างๆภายในคุ้มกันค่ะ....ด้านบนคุ้มบุรรัตน์ มีห้องพระ
มีห้องนอนค่ะ แต่เข้าไปด้านในไม่ได้นะค่ะ ถ่ายจากด้านนอนห้องค่ะ
ระเบียงบ้าน
นอกจากนี้ภายในคุ้มมีการจัดแสดง โมเดลสถาปัตยกรรมบ้านแบบล้านนามาด้วย แต่เดี๊ยนลืมถ่ายภาพมาค่ะ
 ใครเหนื่อยๆ ภายในมีร้านค๊อฟฟี่ช๊อฟเล็กๆให้นั่งดรึ๊งทานให้กระหายเหนื่อยด้วยค่ะ
ค่ะ..หากใครที่ยังไม่เคยมาเที่ยวหรือสัมผัสเมืองเชียงใหม่ ยังไงลองปักหมุดในแผนที่แวะมาชมนิทรรศการและสถาปัตยกรรมความงามของคุ้มเจ้าบุรรัตน์ได้ค่ะ  หากใครชอบศิลปะบ้านสไตล์ล้านนาเก่าๆ ชอบถ่ายรูป รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ ได้ถ่ายรูปเซลฟง เซลฟี่ แน่นอนค่ะ

กำแพงคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ดูเก่าขลังมากๆ เดี๊ยนชอบที่สุดเลย ถ้าไปทาสีใหม่ คงหมดฟิลและหมดความขลังไปเลยนะค่ะ

สถานที่ต่อมาอยู่ตรงข้ามคุ้มเจ้าบุรีรัตน์เลยนะค่ะ และเป็นวัดที่ติดๆกัน กับวัดเจดีย์หลว คือวัดพันเตาค่ะ เป็นวัดที่โดดเด่นเป็นสง่าสวยงามมากๆค่ะ  มีโบสถ์เป็นไม้เกือบทั้งหลัง แต่ที่นี้เรียกว่าพระวิหารหอคำหลวงค่ะ ดูโดดเด่นและสวยงามมากๆค่ะ เดี๊ยนเลยขอเข้าไปแวะทำบุญไหว้พระอีก 1 วัดแล้วกัน

 ไหว้พระต่อที่วัดพันเตา วัดอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวง ภายในวัดตกแต่งอย่างสวยงามมากๆค่ะ

วัดนี้เป็นวัดที่น่าสนใจมากๆ เพราะภายในวัดมีการตกแต่งประดับตุงและตกแต่งสวนได้อย่างสวยงาม



มีดอกซากุระสีชมพูสดมากๆ ที่บานเบ่งตลอดทั้งปี ไม่มีวันร่วงโรยรา ต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเยือนวัดพันเตาแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายเลยค่ะ 

มีการจัดตุงและจ้อง(ร่ม)สีแดงประดับประดา ดูเห็นเด่นสง่าเว่อร์วังอลังการมากๆเลยค่ะ 

ริมขอบสระน้ำ มีทางเดินเป็นทางไม้ไผ่ให้เดินกันด้วยค่ะ ดูสวยงามมากๆค่ะ เป็นการจัดสวนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ให้ขวักกล้องถ่ายรูปกันมาถ่ายกันจริงๆค่ะ 



หลังจากไหว้พระและถ่ายรูปดอกซากุระที่ไม่วันร่วงโรยราเสร็จแล้ว เดี๊ยนก็ขับมอเตอร์ไซต์ไปต่อยังสถานที่ถัดไปนั้นก็คือ ตลาดวโรรสค่ะ เพื่อไปซื้อของฝาก อันนี้พลาดไม่ได้เลยค่ะ เดี๊ยนไปเที่ยวที่ใหนก็ต้องแวะซื้อของฝากไปให้ทั้งที่บ้านและที่ทำงานทุกครั้ง


 แวะซื้อของฝาก ไส้อั่ว แค๊ปหมู น้ำพริกหนุ่ม ขนมข้าวซอยตัด อื่นๆค่ะ ที่ตลาดวโรรส 
และเมื่อได้แวะซื้อของฝากที่ตลาดวโรรสเสร็จแล้ว เดี๊ยนก็ขับมอเตอร์ไซต์มายังร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ เพื่อคืนรถ และเดินทางไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม ก่อนจะเรียกรถสองแถวสีแดง ให้ไปส่งที่ ขนส่งอาเขต เพื่อไปให้ทันรถเที่ยว 2 ทุ่มค่ะ โดยคุณลุงคิดค่าโดยสารคนละ 50 บาทเลยค่ะ เดี๊ยนยอมจ่ายเพราะเป็นช่วงหัวค่่ำ อีกอย่างตอนที่เรียกรถได้ก็ประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆด้วย ก็เลยยอมทุกอย่างค่ะ งานนี้ เดียวตกรถล่ะ งานเข้าเลยค่ะ

จบทริปเที่ยวไหว้พระ 9 วัน แบบเกินไป 1 อันเดอร์พา ในเมืองเชียงใหม่แล้วค่ะ 
สรุปค่าใช้จ่าย 
ค่าที่พัก 891 บาท หาร 2 คืน เหลือ 450 บาท
ค่ากิน 1000 บาท
ค่าเช่าจักรยาน 50 บาท
ค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ 200 บาท หาร 2 เหลือ 100 บาท
ค่าเดินทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ รถแบบม.4ข. ไป-กลับ 473+473 =946 บาท 
ค่ารถโดยสารสีแดง เข้าเมือง-ออกเมือง 30+50 = 80 
ค่าซื้อของฝาก---

จบแล้วค่ะ สำหรับทริปการเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ อาจจะไม่เลิศเลอเพอเฟ๊คมากนักนะค่ะ เพราะช่วงหลังมากๆก็ไม่ได้อธิบายมากนัก หากมีเวลามากขึ้นเดี๊ยนก็จะมาลงรูปเพิ่มเติมค่ะ เพราะจริงๆแล้ว มีรูปภาพอีกมากมาย ช่วงนี้ภาระเดี๊ยนก็มากโขอยู่ มีเวลามาเขียนบล๊อกทีละนิดทีละน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเขียนค่ะ เนื้อหาหรือบทความ อักขระอาจพิมพ์ตกๆหล่นๆไปบ้างตามอายุและสายตาที่เริ่มพร่ามัวค่ะ หากมีข้อผิดพลาดประการใด เดี๊ยนต้องขออภัยคุณผู้อ่านทุกๆท่านมา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาติดตามอ่านและดูภาพการเดินทางของเดี๊ยนนะค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ 
คุณนายเว่อร์
รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ปั่นจักรยานไหว้พระ 9 วัด แบบเกินไป 1 โอเว่อร์พา ขับมอเตอร์ไซต์ลั๊นลาไปดอยสุเทพ นั่งโยกเย้กชมวิวสวย งามเริ่ดเว่อร์ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ปั่นจักรยานไหว้พระ 9 วัด แบบเกินไป 1 โอเว่อร์พา ขับมอเตอร์ไซต์ลั๊นลาไปดอยสุเทพ นั่งโยกเย้กชมวิวสวย งามเริ่ดเว่อร์ Reviewed by Khunnaiver blog on 07:49:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.